Haijai.com


มากระชับพื้นที่ให้รักแร้ (ใต้วงแขนเหี่ยวย่น)


 
เปิดอ่าน 26062

Tighten  Loose Under Arms

มากระชับพื้นที่ให้รักแร้ (ใต้วงแขนเหี่ยวย่น)

 

 

สาวๆ ที่กำลังกลุ้มใจกับปัญหาใต้วงแขนเหี่ยวย่น หย่อน ยาน จนแทบไม่กล้าที่จะใส่แขนกุด หรือ สายเดี่ยว และยิ่งในยุคนี้ เรื่องแฟชั่นเข้ามามีอิทธิพลสำหรับสาวๆ จึงทำให้เป็นเรื่องที่กลุ้มใจและคิดหนักที่จะเอาเสื้อโชว์แขนมาใส่ เพราะบางคนในอดีตเคยเป็นสาวตุ้ยนุ้ย พอน้ำหนักลงอย่างรวดเร็ว แม้ร่างกายจะผอมน้ำหนักลดแต่ไม่ทำให้เนื้อบางส่วนลดลงตามไปด้วย จึงทำให้เกิดผิวหนังใต้วงแขนเหี่ยวและย้อย แต่คนผอมอย่าเพิ่งดีใจไป เพราะสามารสาวๆ ที่กำลังกลุ้มใจกับปัญหาใต้วงแขนเหี่ยวย่น หย่อน ยาน จนแทบไม่กล้าที่จะใส่แขนกุด หรือ สายเดี่ยว และยิ่งในยุคนี้ เรื่องแฟชั่นเข้ามามีอิทธิพลสำหรับสาวๆ จึงทำให้เป็นเรื่องที่กลุ้มใจและคิดหนักที่จะเอาเสื้อโชว์แขนมาใส่ เพราะบางคนในอดีตเคยเป็นสาวตุ้ยนุ้ย พอน้ำหนักลงอย่างรวดเร็ว แม้ร่างกายจะผอมน้ำหนักลดแต่ไม่ทำให้เนื้อบางส่วนลดลงตามไปด้วย จึงทำให้เกิดผิวหนังใต้วงแขนเหี่ยวและย้อย แต่คนผอมอย่าเพิ่งดีใจไป เพราะสามารถเป็นได้เช่นกัน แต่อาจจะเห็นน้อยกว่าคนที่มีน้ำหนักเกิน

 

 

บางคนเป็นคุณแม่ที่เพิ่งคลอดลูกมา จึงทำให้มีเนื้อเกินออกมาตรงใต้วงแขน ทำให้ไม่น่าดูก็เป็นได้ หรือบางคนผิวเหี่ยวจึงทำให้เนื้อตรงใต้วงแขนย้อยลงมาได้ สิ่งเหล่านี้สามารถแก้ไขได้ด้วยการผ่าตัดเก็บเนื้อส่วนเกิน และควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนทำ เพื่อวงแขนที่เรียบเนียนและกระชับขึ้นได้ โดยผิวหนังที่เหี่ยวย่นเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ เช่นรังสียูวี อายุที่มากขึ้น ความเครียด ขาดน้ำ หรือมีรอยแตกของผิวหนังเป็นต้น

 

 

 รังสียูวี ทำให้เกิดอนุมูลอิสระทำลายเซลล์ผิวหนังถ้าโดนอย่างต่อเนื่องก็จะทำให้ผิวเสื่อมสภาพ นอกจากนี้รังสียูวียังกระตุ้นการทำลายเส้นใยอีลาสติน ทำให้ผิวหนังสูญเสียความยืดหยุ่น

 

 

 อายุที่มากขึ้น ทำให้ผิวหนังบางลง ต่อมไขมันต่อมเหงื่อมีจำนวนน้อยลงทำให้ผิวขาดความชุ่มชื้น นอกจากนี้เส้นใยคอลลาเจนและอีลาสตินก็น้อยลงและเสื่อมสภาพ ปริมาณไขมันใต้ผิวหนังลดลง ทำให้ผิวหนังดูเหี่ยวมากขึ้นตามกาลเวลา

 

 

 ความเครียด ทำให้เราเผลอใช้กล้ามเนื้อซ้ำๆ เช่น การขมวดคิ้ว หรือย่นหน้าผาก นานวันเข้าก็จะเกิดเป็นริ้วรอยขึ้นมาได้

 

 

 การขาดน้ำหรือดื่มน้ำน้อยเกินไป ทำให้น้ำที่มาหล่อเลี้ยงผิวน้อยลงไปด้วย ความชุ่มชื้นของผิวก็ลดลงเกิดรอยเหี่ยวย่นง่าย

 

 

 รอยแตกของผิวหนัง เช่น ในคนที่อ้วนเร็ว หรือในคนท้อง ผิวหนังมีการขยายตัวอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดรอยแตกในชั้นหนังแท้ ทำให้เมื่อผอมลง หรือคลอดบุตรเกิดเป็นรอยย่นๆ ได้

 

 

สาเหตุที่ทำให้เกิดผิวใต้วงแขนเหี่ยว

 

ผิวหนังใต้วงแขนเหี่ยวและย้อย อย่าที่หลายคนมีปัญหาเนื้อสันเวลาใส่เสื้อชั้นใน หรือเวลาใส่ชุดราตรีเกาะอกแล้วดูไม่สวยงามเนื่องจากมีเนื้อสันออกมา เนื้อเหี่ยวย้อยใต้วงแขนนั้นเกิดจากองค์ประกอบของผิวหนังและไขมัน โดยองค์ประกอบผิวประกอบไปด้วย

 

 

1.ชั้นหนังกำพร้า (Epidermis) เป็นผิวหนังชั้นนอกสุด ไม่มีเส้นเลือดมาเลี้ยง ประกอบด้วยเซลล์มากมาย เซลล์ที่อยู่ด้านล่างสุดจะคอยทำหน้าที่สร้างเซลล์ใหม่ โดยจะแบ่งตัวตลอดเวลา และเซลล์ที่ถูกสร้างขึ้นใหม่ จะค่อยๆ ดันเซลล์ที่เจริญเติบโตเต็มที่แล้ว ให้เคลื่อนไปจนถึงชั้นบนสุดของชั้นหนังกำพร้า และกลายเป็นเซลล์เก่าที่ตายแล้ว เรียกว่า เคอราติน (Keratin) โดยจะหลุดลอกออกมาเป็น ขี้ไคล เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม ในคนปกติผิวหนังกำพร้าจะเกิดการผลัดเปลี่ยนใน 28-30 วัน โดยในแต่ละแห่งวงจรการหลุดลอกจะไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับการเสียดสีด้วย

 

 

2.ชั้นหนังแท้ (Dermis) เป็นชั้นส่วนใหญ่ของผิวหนังประกอบไปด้วย เส้นใยคอลลาเจน (Collagen Fiber) คือโปรตีนคอลลาเจน เป็นส่วนที่ทำให้ผิวหนังเกิดความหนาแน่น แข็งแรง คอลลาเจนในเนื้อเยื่อต่างๆ จะมีการสลายและสร้างใหม่ตลอดเวลา ชั้นหนังแท้ที่หนาที่สุดจะอยู่หลังต้นขา และหน้าท้อง เส้นใยอีลาสติค (Elastic Fiber) ทำให้เกิดความยืดหยุ่น และยังมีบางส่วนทำหน้าที่เป็นทางผ่านของน้ำและอาหารของเสียระหว่างเซลล์ และเลือด เส้นประสาทรับความรู้สึกต่างๆ ระบบน้ำเหลือง ควบคุมความดันของน้ำที่อยู่ระหว่างเซลล์ และถ่ายเทของเสียออกจากผิวหนัง ต่อมเหงื่อ และต่อมไขมัน

 

 

3.ชั้นของไขมัน (Subcutaneous Fat) ชั้นนี้มีเนื้อเยื่อไขมันมากช่วยป้องกันอวัยวะภายในจากการถูกกระทบกระแทก ช่วยเก็บสะสมพลังงาน ชั้นนี้จะประกอบไปด้วย เซลล์ไขมัน และมีเส้นประสาท เส้นเลือด และท่อน้ำเหลืองอยู่ด้วย ต่อมไขมัน มีหน้าที่สร้างไขมันออกมาเพื่อเคลือบผิวหนังและลดการสูญเสียน้ำ

 

 

อย่างที่ได้อธิบายในข้างต้นเรื่องขององค์ประกอบผิวว่าผิวมีการสูญเสียน้ำ จึงทำให้ผิวเหี่ยวซึ่งใต้วงแขนก็เช่นเดียวกับผิวบริเวณอื่น คือ จะมีการสูญเสียความยืดหยุ่น แห้งและบางลง โดยเฉพาะหากมีรอยแตกของผิวด้วยจะรักษายากขึ้นมาก ปัญหานี้พบมากในคนที่ได้รับการผ่าตัดแก้ปัญหาโรคอ้วน เช่นหลังการผ่าตัดรัดกระเพาะอาหาร จะทำให้มีเนื้อเหี่ยวย้อยมาก ทางด้านของไขมัน เมื่ออ้วนขึ้นก็จะพบว่าบริเวณด้านข้างของผนังทรวงอกและหลังจะมีหนังม้วนเป็นลอนๆ บางคนมีถึงสองสามลอนเลยทีเดียว

 

 

สาเหตุที่ใต้วงแขนมีเนื้อเกินและล้นออกมา ความจริงแล้วเนื้อส่วนที่เป็นลำตัวมีการเหี่ยวย่นเหมือนกับส่วนอื่นๆ แต่เนื่องจากเป็นใต้วงแขนเป็นบริเวณที่กว้างและผิวหนังค่อนข้างจะหนากว่าบริเวณอื่นๆ หากเหี่ยวย่นเล็กน้อยจะไม่ค่อยเห็นรอยเหี่ยวย่น ตอนที่ไม่ได้สวมใส่เสื้อผ้า แต่จะเห็นตอนสวมเสื้อชั้นในที่มีการยกเต้านมขึ้น ทำให้เนื้อข้างลำตัวถูกยกขึ้น เมื่อถูกเสื้อชั้นในรัดจึงเห็นส่วนเกินได้อย่างจัดเจน และเห็นเป็นเนื้อเกินและล้นใต้วงแขนนั่นเอง หากมีเนื้อเหี่ยวย่นมากหรือไขมันหนามาก เมื่อโกยขึ้นก็ยิ่งเห็นชัดมากขึ้นไปอีก และเนื้อล้นใต้วงแขนไม่ได้เกิดเฉพาะคนที่อ้วนแต่คนที่ผอมก็สามารถเป็นได้ จากองค์ประกอบของผิวหนังดังกล่าว แต่ปัญหาจะน้อยกว่าคนอ้วน หรือคนเคยอ้วนแล้วค่อยมาผอมอย่างมาก

 

 

การแก้ไขใต้วงแขนหย่อนยานในอดีตกับปัจจุบัน

 

วิธีการแก้ไขใต้วงแขนที่หย่อนยานจะไม่ต่างกันมากนัก แต่ในรายละเอียดย่อยอาจมีความแตกต่างกันบ้างเช่น การใช้เครื่องดูดไขมันที่มีคลื่นเสียงความถี่สูง หรือเครื่องที่มีคลื่นความถี่วิทยุ ซึ่งเครื่องเหล่านี้จะมีส่วนช่วยกระชับผิวไปในตัวด้วย โดยมีวิธีการดูดไขมันดังนี้

 

1.การใช้การกระตุ้นด้วยเครื่องมือภายนอก เช่นในกลุ่มของคลื่นวิทยุ (RF) หรือในกลุ่มอัลตร้าซาวนด์ ซึ่งในปัจจุบัน เครื่องมือเหล่านี้มีการพัฒนามากขึ้นเรื่อยๆ ที่ให้พลังงานแรงขึ้นส่งผลทำให้ไขมันหดตัวและละลายได้ แต่เครื่องมือเหล่านี้จะช่วยได้ในระดับหนึ่งเท่านั้น หากตัวคนไข้เองมีจำนวนไขมันที่มาก หรือสภาพผิวหนังที่เหี่ยวมาก อาจจะได้ผลที่ไม่พอใจได้

 

 

2.การใช้เครื่องมือดูดไขมัน วิธีนี้เรียกได้ว่าเป็นการทำศัลยกรรมชนิดหนึ่งแต่ไม่รุนแรง คือ อาจมีการใช้เครื่องมือดูดไขมัน ร่วมกับเลเซอร์ในกลุ่มไฟเบอร์ออพติกเข้าไปทำให้ผิวเรียบและกระตุ้นให้ผิวหนังกระชับขึ้น วิธีนี้มีข้อดีคือ แผลเล็ก เจ็บน้อย ถ้าระมัดระวังให้ดีจะไม่มีรอยให้เห็น แต่ในกลุ่มที่มีปัญหามากๆ สำหรับคนที่อ้วนมาก แล้วลดน้ำหนักลงมามีหนังที่หย่อนยาน วิธีนี้อาจจะไม่ได้ผลชัดเจนเท่ากับการผ่าตัด ส่วนวิธีการผ่าตัดเชื่อว่าในอดีตและปัจจุบันจะไม่แตกต่างกันมาก แต่ในอดีตพยายามหลีกเลี่ยงการผ่าตัดเพราะจะทำให้แผลยาวไม่สวยงาม ส่วนในปัจจุบันจะนิยมกันมากขึ้น อาจเนื่องจากพัฒนาการในการผ่าตัดรักษาโรคอ้วนหรือที่เรียกว่า Bariatric surgery นั่นเอง

 

 

วิธีการแก้ไขใต้วงแขนในปัจจุบัน

 

วิธีการแก้ไขใต้วงแขนที่เหี่ยวและย้อยออกมา หากเป็นเล็กน้อยให้ใช้วิธีการบำรุงผิวร่วมกับการบริหารกล้ามเนื้อที่ถูกต้องก็สามารถช่วยได้ หากเป็นมากต้องประเมินคุณภาพของผิวหนังก่อน หากคุณภาพผิวหนังมีความยืดหยุ่นดี ไม่มีรอยแตกจะใช้วิธีดูดไขมัน แต่หากคุณภาพผิวหนังเสียและไม่เกิดความยืดหยุ่นมีรอยแตก การดูดไขมันก็ช่วยได้แต่อาจกระชับได้ไม่หมด อาจต้องใช้วิธีผ่าตัดหนังส่วนเกินออกด้วย

 

 

การผ่าตัดจึงเป็นอีกหนึ่งวิธีที่เหมาะกับผู้ที่มีปัญหาเรื่องใต้วงแขนหย่อนยานมากๆ ในแบบที่ไม่สามารถดูดไขมันอย่างเดียวได้ แพทย์จะทำการผ่าตัดที่ด้านในของต้นแขน หรือที่บริเวณท้องแขน โดยรูปแบบของแผลผ่าตัดสามารถเป็นได้ต่างกัน ขึ้นอยู่กับแพทย์ ในรายที่มีความหย่อนคล้อยไม่มากนัก และเนื้อที่หย่อนคล้อยอยู่ใกล้กับรักแร้ แพทย์อาจเลือกใช้รูปแบบรอยผ่าตัดขนาดเล็ก แต่ในผู้ที่มีความหย่อนคล้อยมาก แพทย์อาจผ่าตัดตั้งแต่ส่วนท้องแขน รักแร้ ไปจนถึงถึงด้านข้างของลำตัวเหนือหน้าอกเลยก็ได้ เมื่อทำการผ่าตัดเปิดแผลแล้ว ไขมันส่วนเกินจะถูกดูดออกไป ผิวหนังจะได้รับการเย็บกลับเข้าที่ใหม่ให้กระชับกว่าเดิม จากนั้นจึงเย็บปิดด้วยไหมละลายหรือไหมธรรมดา หรือการผ่าตัดด้วยวิธี Lateral Thoracic Excision

 

 

ระดับความเหี่ยวและย้อยของใต้วงแขน

 

ระดับของการยอมรับสภาพได้ในแง่ความงามแตกต่างกันในแต่ละบุคคล อันมีองค์ประกอบของการใช้ชีวิตที่ต้องเข้าสังคมมากน้อยต่างกันอาชีพต่างกัน หากต้องการผ่าตัดแก้ไข ควรมีน้ำหนักคงที่แล้วอย่างน้อย 3 เดือน เพราะหากน้ำหนักยังไม่คงที่ จะทำให้ผลการผ่าตัดไม่ดีเท่าที่ควร

 

 

การผ่าตัดด้วยวิธี Lateral Thoracic Excision

 

โดยเริ่มต้นก่อนการผ่าตัดแพทย์จะแนะนำให้คนไข้ไปตรวจเช็คประวัติของตัวคนไข้เองก่อน เพราะถ้าหากมีโรคประจำตัวต่างๆ ต่อไปนี้ ก็ไม่ควรทำเพราะจะเป็นอันตรายสำหรับตัวคนไข้ เช่น โรคหัวใจ โรคตับ ความดัน เบาหวาน โรค SLE (โรคแพ้ภูมิตัวเอง) และส่วนผู้ที่เป็นโรคเลือด หรือเลือดแข็งตัวยาก เช่น โรคฮีโมเฟีย ไม่แนะนำให้ทำอย่างยิ่ง และที่สำคัญควรงดรับประทานอาหารเสริมอย่างน้อย 1 สัปดาห์ก่อนการผ่าตัด เพราะอาจจะทำให้เลือดหยุดช้า เลือดไหลออกมามาก จนเกิดการรบกวนการผ่าตัด เมื่อเราตรวจแล้วว่าไม่เป็นโรคเหล่านี้ ก็เริ่มทำการผ่าตัดด้วยวิธี Lateral Thoracic Excision ได้เลย

 

 

แพทย์จะทำการวาดกำหนดตำแหน่งที่จะทำการตัดหนังในทายืน ขั้นตอนนี้สำคัญมาก เนื่องจากเมื่อนอนบนเตียงผ่าตัดแล้วส่วนนี้จะห้อยวางลงบนเตียงผ่าตัด จะทำให้ไม่ทราบตำแหน่งที่แท้จริง การผ่าตัดนี้อาจทำพร้อมกับการผ่าตัดลดท้องแขนหรือยกกระชับเต้านมได้ เนื่องจากรอยแผลอาจต่อเนื่องกัน และยังช่วยเก็บเนื้อส่วนเกินได้พร้อมกันอีกด้วย โดยแพทย์จะพยายามกำหนดรอยแผลให้ซ่อนในท่าหุบแขน เพื่อไม่ให้เห็นรอยแผลได้ชัดเจน แต่เมื่อยกแขนก็จะเห็นรอยแผลเป็นแนวยาวข้างลำตัว ส่วนใหญ่การผ่าตัดชนิดนี้สงวนในกรณีที่เนื้อเกินมากจริงๆ โดยเฉพาะหลังการผ่าตัดรักษาโรคอ้วน แต่ถ้าหากในกรณีที่เนื้อห้อยและย้อยน้อยๆ สามารถใช้วิธีรักษาผิวร่วมกับการบริหารกล้ามเนื้อหน้าอก ต้นแขนและสะบัก ให้กระชับอยู่เสมอ โดยราคาในการผ่าตัดแก้ไขจะอยู่ที่ประมาณ 40,000-100,000 บาท ขึ้นอยู่กับความมากน้อยของหนังส่วนเกิน โดยส่วนใหญ่ผลข้างเคียงจากการผ่าตัดจะมีลักษณะคล้ายกับการผ่าตัดอื่นๆ แต่อาจจะมีความเสี่ยงที่แตกต่างจากการผ่าตัดอื่นๆ เช่น จะเกิดผลข้างเคียงระยะสั้น อาจมีแผลแยกแผลติดเชื้อ หากเกิดขึ้นต้องทำการเย็บใหม่ และให้ยาฆ่าเชื้อ อาจมีน้ำเหลืองคั่ง (seroma) ต้องเจาะระบายออก ความเสี่ยงจากการใช้ยาสลบ อาการช้ำ ห้อเลือด เลือดคั่งในผิวจนบวมหรือมือบวม และผลข้างเคียงระยะยาว อาจเกิดแผลเป็นนูนได้ เสียความสามารถในการรับความรู้สึกที่บริเวณแผลผ่าตัดและมีแผลเป็น เป็นต้น ในส่วนของการพักฟื้น สามารถกลับไปทำงานได้ประมาณ 1 สัปดาห์ แต่หากงานหนักควรพัก 2 สัปดาห์ และแพทย์จะนัดดูบาดแผลและตัดไหม 1-2 สัปดาห์ หลังจากนั้นควรใส่เสื้อกระชับสัดส่วนหรือใช้ผ้ารัดไว้ยกเว้น เวลาอาบน้ำเป็นเวลา 2 เดือน หลังบาดแผลหายสนิทแล้ว สามารถใช้ชีวิตได้ปกติ โดยมากใช้ระยะเวลา 2 เดือนหลังผ่าตัด

 

 

ข้อควรรู้

 

ในเรื่องของการแก้ไขความงามเป็นสิ่งที่ไม่ถาวร เพราะเป็นการแก้ไขปัญหาปัจจุบัน ในอนาคตหากมีสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการใต้วงแขนเหี่ยวและย้อยเกิดขึ้นอีก ย่อมมีโอกาสกลับเป็นซ้ำได้ ควรดูแลตัวเองอย่างต่อเนื่อง พยายามหลีกเลี่ยงสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดอาการใต้วงแขนหย่อนคล้อย เช่น น้ำหนักเพิ่มจนกลับมาอ้วนอีกครั้ง เป็นต้น

 

 

ผู้ที่สนใจที่จะมาทำการผ่าตัดแนะนำให้พบแพทย์ เพื่อทำการซักประวัติ ตรวจร่างกายอย่างละเอียดก่อน เพื่อประเมินความพร้อมของผู้ป่วย ในแง่ของการผ่าตัดชนิดนี้ ไม่ซับซ้อนและผลแทรกซ้อนต่ำ แต่ผู้ป่วยที่มารับการผ่าตัดมักเป็นผู้ป่วยที่มีความซับซ้อน เช่น ผู้ป่วยโรคอ้วน อาจมีโรคประจำตัวอื่นๆ หลายอย่าง การเตรียมตัวของผู้ป่วยจึงเป็นสิ่งสำคัญ สำหรับผู้ที่ทำไปแล้วควรรักษาสุขภาพอย่าให้กลับมาอ้วนอีก

 

 

แพทย์หญิง พูนพิสมัย สุวะโจ

ศัลยแพทย์ตกแต่ง

(Some images used under license from Shutterstock.com.)



สักคิ้ว 3 มิติ เพ้นท์คิ้ว 3 มิติ