Haijai.com


ศัลยกรรม ทำให้คนมีความสุขจริงหรือ


 
เปิดอ่าน 1636

ศัลยกรรม ทำให้คนมีความสุขจริงหรือ

 

 

แม้ว่าการทำศัลยกรรมความงามจะสามารถเติมแต่งให้ลักษณะด้อยกลายเป็นจุดเด่นขึ้นมาได้ แต่เราก็ยังได้ข่าวอยู่บ่อยครั้ง ถึงเรื่องการทำศัลยกรรมเพื่อให้เหมือนดารา ให้เหมือนตัวละคร ตัวการ์ตูน หรือแม้แต่ให้ศัลยกรรมให้กลายเป็นคนสัญชาติอื่น ซึ่งในมุมมองของเราอาจมองว่าพวกเขาทำไปได้อย่างไร มองแล้วไม่เห็นจะดูดีเลย แต่ในทางกลับกันนั่น อาจเป็นสิ่งที่สวยงามสำหรับเขาแล้วก็ได้ เพราะผลของศัลยกรรมออกมาตรงกับความต้องการน่าพึงพอใจ ดังนั้น ชีวิตหลังการทำศัลยกรรมจึงทำให้มีความสุขเพิ่มมากขึ้น เพราะได้อยู่กับสิ่งที่ต้องการแล้วนั่นเอง

 

 

จากหลายเคสทำศัลยกรรมที่เป็นข่าวในหนังสือพิมพ์ โดยเฉพาะล่าสุดกรณีชายหนุ่มสัญชาติบราซิล ศัลยกรรมหน้าให้กลายเป็นหนุ่มเกาหลี ข่าวชวนให้ฉุกคิดว่าชายหนุ่มคนนั้นคิดอะไรอยู่ และชีวิตจะมีความสุขกับใบหน้าที่เปลี่ยนแปลงไปจาเดิมมากจริงๆ หรือ หากจะมองกรณีที่ใกล้ตัวเข้ามาหน่อยก็อย่างเช่น การที่ดาราซุ่มเงียบไปทำศัลยกรรมถึงเมืองนอก ได้ใบหน้าใหม่กลับมาไม่นานก็มีงานเข้ามากมายจนบริหารเวลาไม่ทัน ชีวิตหันเหจากดาราระดับธรรมดา ก้าวขึ้นไปสู่บุคคลที่ประสบความสำเร็จ ทุกวันนี้มีความสุขดีในชีวิต เรียกได้ว่าจากเคสของคนเหล่านี้ทำให้เกิดประเด็นทางสังคมกว้างมากที่ทำให้คนส่วนใหญ่ยิ่งเชื่อั่นในอำนาจแห่งมีดหมอ กระทั่งกลายเป็นเงื่อนไขในสังคมบ้านเราว่า “ต้องทำศัลยกรรมถึงจะดูดี” หรือ “ศัลยกรรมจะช่วยเปลี่ยนชีวิตแย่ๆ ได้”

 

 

จากรายงานจัดอันดับ 5 ตำแหน่งศัลยกรรมความงามยอดฮิตบนเว็บไซต์ของ ASPA หรือสมาคมศัลยแพทย์ตกแต่งแห่งประเทศสหรัฐอเมริกา (American Society of Plastic Surgery) เผยว่าในปี 2013 การศัลยกรรมความงามที่มาเป็นอันดับหนึ่ง คือ การเสริมหน้าอก มีจำนวนคนไข้เสริมหน้าอกมากถึง 290,000 คน รองลงมาตามลำดับ คือ เสริมจมูก 221,000 คน ทำตาสองชั้น 216,000 คน ดูดไขมันส่วนเกิน 200,000 คน และยกกระชับใบหน้า 133,000 คน ซึ่งสำหรับในประเทศไทยก็มีตัวเลขผู้ทำศัลยกรรมความงามสูงไม่แพ้สหรัฐฯ เหมือนกัน จากรายงานล่าสุดของวารสารสมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทยเมื่อปี 2011 มีจำนวนผู้ทำศัลยกรรมความงามเกิดกว่า 300,000 รายจากทั่วประเทศและมีแนวโมเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ทั้งนี้มาจากเหตุผลการทำศัลยกรรมยอดฮิต 3 ได้แก่ ไม่พอใจอยากเปลี่ยนแปลงรูปร่างหน้าตาให้ดูดีขึ้น อยากสวยเหมือนดาราหรือเหมือนคนอื่นที่สวยๆ และต้องเสริมบุคลิกภาพและความมั่นใจ ตามลำดับ จากตัวเลขหลักแสนดังกล่าว แสดงให้เห็นว่าการทำศัลยกรรมถือเป็นเรื่องปกติธรรมดาสำหรับคนยุคนี้ไปเสียแล้ว ภายใต้เงื่อนไขทางสังคมเดียวกันคือ “การคาดหวังว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงที่น่าพอใจ”

 

 

การคาดหวังถือเป็นตัวการหนึ่งในเรื่องปัญหาสุขภาพจิตที่นักวิจัยหลายคนเชื่อว่ามันเชื่อมโยงกับพื้นฐานความพึงพอใจในรูปลักษณ์ของตัวเอง เมื่อคนไข้เกิดความคาดหวังที่จะเปลี่ยนแปลงแล้วได้ผลตามที่หวังไว้ก็จะเกิดความพอใจ จึงจะสามารถสรุปได้ว่าการศัลยกรรมทำให้คนไข้มีความสุขขึ้นจริง แต่สิ่งจะเป็นหลักฐานยืนยันว่าการศัลยกรรมทำให้คนมีความสุขขึ้นจริงหรือไม่ น่าจะอยู่ที่ตัวคนไข้เองเป็นอย่างแรก ที่รู้ถึงขีดจำกัดของความต้องการของตัวเองที่จะนำมาซึ่งความสุขในชีวิต เช่น รู้ว่ามีปมด้อยเรื่องกรามใบหน้าใหญ่มาก หากได้กรามที่เรียวลงกว่านี้ก็จะพอใจแล้ว เป็นต้น และหลักฐานอย่างที่สองคือกลุ่มผู้ปฏิบัติการ ได้แก่ ศัลยแพทย์ แพทย์ผิวหนัง และผู้เชี่ยวชาญด้านสุนทรีภาพ (Aesthetician) กลุ่มคนเหล่นี้เป็นผู้ที่ให้ความต้องการของคนไข้เป็นรูปเป็นร่าง รวมถึงทำให้คนไข้มีความสุขกับสิ่งที่คาดหวังไว้ด้วย เช่น หากศัลยแพทย์สามารถเหลากรามให้คนไข้ได้สมส่วนแล้ว คนไข้เกิดความพึงพอใจก็หยุดที่ผลลัพธ์ตรงนั้น แต่กรณีที่คนไข้ยังรู้สึกกรามใหญ่อยู่ และศัลยแพทย์ไม่สามารถตอบโจทย์ให้คนไข้ได้ ก็จะเกิดปัญหาต่อเนื่องกลายเป็นว่าคนไข้ไม่พึงพอใจรูปลักษณ์ตัวเอง แล้วต้องหาสถานที่ทำศัลยกรรมไปเรื่อยๆ เพื่อป้องกันปัญหาในลักษณะนี้เกิดขึ้นทำให้ศัลยแพทย์ส่วนใหญ่ในสหรัฐฯ ต้องให้คนไข้ทำแบบสอบถามเชิงจิตวิทยาก่อนเข้ารับการศัลยกรรม เพื่อตรวจสอบให้แน่ชัดว่าสิ่งที่คนไข้ต้องการจากการทำศัลยกรรมคืออะไร และการศัลยกรรมจะเปลี่ยนแปลงให้คนไข้มีการใช้ชีวิตดีขึ้นหรือแย่ลง รวมถึงแนวโน้มที่จะกลายเป็นคนเสพติดศัลยกรรมในอนาคต ซึ่งแบบสอบถามเหล่านี้คนไข้จะต้องทำทั้งก่อนและหลังเข้ารับการศัลยกรรม เพื่อนำมาเปรียบเทียบระดับความสุขว่า เพิ่มขึ้นหรือน้อยลงไปจากเดิมเท่าไหร่ ผลจากแบบสอบถามเหล่านี้จะช่วยให้ศัลยแพทย์เข้าถึงสภาพจิตใจของคนไข้ได้ดีขึ้น

 

 

การทำแบบสอบถามเชิงจิตวิทยาในลักษณะนี้ถือเป็นหนึ่งในเครื่องมือทางจิตวิทยาที่เรียกว่า “Goal Attainment Scaling” หรือ “การประเมินเชิงอัตวิสัย” ที่นักวิจัยหลายคนถือว่าเป็นประโยชน์ในการวิเคราะห์เป้าหมายที่แท้จริงของคนไข้ที่ต้องการทำศัลยกรรม การทดสอบลักษณะนี้จะใช้คำถามที่แสดงถึงความคาดหวังพื้นฐาน 10 ข้อให้คนไข้ได้ลองวิเคราะห์ตัวเองอย่างคร่าวๆ เป็นคำถามจิตวิทยาเชิงวิเคราะห์ ความคิดด้านใน เช่น พอใจหรือไม่พอใจในอวัยวะส่วนไหน คาดหวังแค่ไหนกับการศัลยกรรมครั้งนี้ หรือคาดว่าผลของศัลยกรรมในครั้งนี้จะส่งผลต่อชีวิตหลังจากนี้อย่างไร เป็นต้น ผลการตอบแบบสอบถามก่อนหลังเข้ารับการศัลยกรรม ถือเป็นแหล่งข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่องานวิจัยมาก เพราะนอกจากจะสามารถช่วยให้รู้ถึงสาเหตุความพึงพอใจที่แน่ชัดได้แล้ว ยังสามารถนำไปวิเคราะห์ในแง่ของสุขภาพและชีวิตความเป็นอยู่ของคนไข้หลังทำศัลยกรรมความงามได้อีกด้วย แม้ว่าในประเทศไทยจะยังไม่มีการนำเอาวิธีมาใช้อย่างเป็นรูปธรรม แต่ก็จะมีแทรกอยู่ในขั้นตอนการปรึกษาก่อนเข้ารับการทำศัลยกรรม ซึ่งก็ถือเป็นการประเมินคนไข้ในรูปแบบหนึ่งว่าหลังการทำศัลยกรรมแล้ว คนไข้จะมีความสุขกับการดูสวยขึ้นในแบบที่เป็นตัวเอง หรือจะมีความสุขเพราะดูเหมือนดารานางแบบที่นึกคิดไว้

 

 

จากรายงานการวิจัยของสมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทยเผยผลการวิจัยของกลุ่มคนที่ทำศัลยกรรมจากกลุ่มตัวอย่างเป็นเพศชาย 6 ราย และหญิง 119 รายอายุเฉลี่ยประมาณ 30 ปี พบว่า เพศหญิงเป็นเพศที่มีความพอใจในรูปลักษณ์น้อยกว่าผู้ชาย และมีความหมกมุ่นในรูปร่างและน้ำหนักสูงกว่าผู้ชาย โดยเฉพาะในกลุ่มอายุเฉลี่ย 25-27 ปีที่ส่วนใหญ่มีแนวโน้มสนใจการทำศัลยกรรมมากกว่าช่วงวัยอื่น มีสาเหตุมาจากการประเมินตัวเองต่ำกว่าความเป็นจริงจึงส่งผลให้เกิดการไม่พึงพอใจรูปลักษณ์ของตัวเอง มีความรู้สึกตัวเองดูแปลกเมื่อต้องเข้าสังคม รวมถึงการใช้ความรู้สึกไปประเมินเปรียบเทียบกับรูปลักษณ์ของบุคคลอื่น ซึ่งสาเหตุที่กระทบกับจิตใจเหล่านี้เป็นผลให้กลุ่มตัวอย่างดังกล่าวตัดสินใจ แก้ไขปัญหาด้วยวิธีการทำศัลยกรรมเพราะความคาดหวังว่าการทำศัลยกรรมจะช่วยไขข้อบกพร่องที่ตัวเองรู้สึกว่าไม่สมบูรณ์ และถ้าหากผลการศัลยกรรมเป็นไปอย่างที่คาดหวังไว้ชีวิตก็น่าจะมีความสุข

 

 

ในขณะที่ผลการวิจัยของอเมริกาโดยนายแพทย์ เนลล์ เอส.ชาดิกส์ จากมหาวิทยาลัยคอร์แนล ได้ทำการวิจัยความสุขของคนไข้ที่ทำศัลยกรรมแบบผ่าตัดและไม่ผ่าตัด ที่ได้ข้อสรุปเชิงบวกที่เกี่ยวข้องถึงเรื่องสุขภาพและชีวิตความเป็นอยู่มาด้วยดังนี้ คือ ร้อยละ 95 ของคนไข้ผ่าตัดเสริมหน้าอก มีผลทางจิตวิทยาต่อสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นหลังจากการศัลยกรรมมีชีวิตช่วง 6 เดือน เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีในเรื่องของเพศสัมพันธ์ของคู่ครองการเข้าสังคม รวมถึงการเริ่มต้นความสัมพันธ์ใหม่และคนไข้ศัลยกรรมใบหน้าแบบไม่ผ่าตัดอีก 105 คน ก็มีการเปลี่ยนแปลงด้านสุขภาพในทางที่ดีขึ้น พวกเขาพอใจกับรูปลักษณ์ของตัวเอง รู้สึกเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น ภาวะความเครียดและกังวลในชีวิตลดน้อยลง

 

 

อย่างไรก็ดีจากผลการวิจัยทั้งหมดดังกล่าวสามารถนำมาเป็นข้อสรุปที่บ่งชี้ได้ว่า ถ้าหากการทำศัลยกรรมสามารถตอบโจทย์ในสิ่งที่พวกเขาต้องการแพ้ไขได้ ก็จะส่งผลให้เกิดความมั่นใจตัวเองที่จะนำไปสู่การใช้ชีวิตประจำวันอย่างมีความสุข และมีผลกระทบในด้านบวกต่อสุขภาวะกายและใจแข็งแรงขึ้น เพราะจิตใจมีความกังวลน้อยลง รู้สึกพึงพอใจในตัวเองมากขึ้น รู้สึกตัวเองว่ามีเสน่ห์มากขึ้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะแปรเปลี่ยนเป็นแรง ขับเคลื่อนให้เกิดความสุขได้นั่นเอง

(Some images used under license from Shutterstock.com.)



สักคิ้ว 3 มิติ เพ้นท์คิ้ว 3 มิติ