Haijai.com


รู้วิธีแก้แผลเป็น รักษาแผลเป็นแบบเห็นผล


 
เปิดอ่าน 33241

รู้วิธีแก้แผลเป็นแบบเห็นผล

 

 

ผิวพรรณที่สะอาดสะอ้าน ขาวเนียนทั่วเรือนร่าง ไม่มีรอยด่างดำและแผลเป็น ย่อมเป็นที่ปรารถนาของผู้หญิงทุกคน เพราะผิวสวยเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของผู้หญิง ถ้าใครมีผิวพรรณที่ดีย่อมเป็นที่ประทับใจผู้พบเห็นและเป็นเสน่ห์เตตา ทำให้ชายหนุ่มต่างหันมาเหลียวมอง ดังนั้น หนุ่มๆ อย่าสงสัยเลยว่าทำไมผู้หญิงอย่างเราถึงต้องระวังนู่นระวังนี่ กลัวสะดุด กลัวหกล้ม กลัวว่าผิวพรรณจะได้รับความกระทบเทือนหรือได้รับการบาดเจ็บจากเหตุการณ์ไม่คาดฝันต่างๆ อย่างเช่น มีดบาดมือ สะดุดล้ม ชนต้นไม้ หรือแม้กระทั่งแผลจากการผ่าตัด ที่ต้องหลีกเลี่ยงก็เป็นเพราะว่าเรากลัวการเกิดแผลเป็นที่ทำให้ผิวมีตำหนินั่นเอง

 

 

การรักษาแผลเป็นชนิดต่างๆ ของร่างกายนั้น ขึ้นอยู่กับประเภทของการบาดเจ็บที่ได้รับ จนนำไปสู่การซ่อมแซมของผิวหนัง โดยการซ่อมแซมของผิวหนังจะเริ่มตั้งแต่การห้ามเลือดจากบาดแผล ไปจนถึงการสร้างคอลลาเจนใหม่ที่แข็งแรงใต้ผิวหนังในระยะเวลาต่อมา จนกระทั่งกลายเป็นแผลที่สมบูรณ์ (Mature scar) กระบวนการนี้ใช้เวลาทั้งสิ้นประมาณ 1 ปี ซึ่งความแข็งแรงของผิวหนังที่ถูกสร้างขึ้นใหม่นั้น จะมีความแข็งแรงลดลงเหลือเพียง 80 เปอร์เซ็นต์ของผิวเดิมเท่านั้น และผิวหนังส่วนบนมักจะหายไม่ดี เกิดเป็นแผลเป็นที่มองเห็นได้ บางรายเกิดเป็นแผลเป็นนูน บางรายเกิดแผลเป็นที่บุ๋มลึกลงไป ดังนั้น ปัจจัยสำคัญในการหายของแผลที่จะบอกได้ว่าแผลจะสมบูรณ์และไม่เป็นแผลเป็นได้หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับสาเหตุของแผล ตำแหน่งและความลึกของแผล ปัจจัยจากการเย็บแผล การดูแลรักษาขณะที่เป็นแผล รวมถึงกรรมพันธุ์และเชื้อชาติ

 

 

การรักษาแผลเป็นได้อย่างไร

 

ปัจจุบันมักจะมีการเข้าใจผิดเกี่ยวกับคำว่า “แผลเป็น” อะไรๆ ก็มักจะเหมารวมว่าเป็นแผลเป็นทั้งหมด ทำให้บางครั้งเกิดความสับสนในการเลือกวิธีการรักษาที่เหมาะสมได้ ซึ่งอาจทำให้เสียเงิน เสียเวลา ไม่ได้อะไรกลับมาเลยจากการรักษา ดังนั้น สิ่งที่ควรรู้คือเราต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับ “รอยแผล” เพื่อประโยชน์ในการเลือกวิธีการรักษาที่เหมาะสม ในคนไข้บางรายอาจจะต้องใช้หลายๆ วิธีผสมผสานกันในการรักษา เพราะเมื่อมีแผลหรือมีการบาดเจ็บ ต่อผิวหนัง ไม่ว่าจะด้วยสาเหตุใดก็ตาม ร่างกายจะเกิดกระบวนการที่ซับซ้อนตอบสนองต่อแผลนั้น เพื่อจำกัดและซ่อมแซมให้แผลหาย สุดท้ายจะเกิดผลลัพธ์ทิ้งเอาไว้ให้ ซึ่งจะเป็นรูปแบบไหนนั้น ขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรงของการบาดเจ็บและการตอบสนองของแต่ละบุคคลด้วย โดยแบ่งเป็นชนิดต่างๆ ดังนี้

 

 

1.รอยดำ คนไข้จำนวนหนึ่งมักจะเหมาเอาว่ารอยดำที่เกิดขึ้นหลังสิวหายหรือแผลหายเป็นรอยแผลเป็น จริงๆ แล้วเป็นแค่รอยดำที่เกิดจากเซลล์สร้างเม็ดสีทำงานมากเกินไป เนื้อเยื่อผิวหนังไม่ได้เสียหาย จึงไม่ใช่รอยแผลเป็น รอยดำพวกนี้ส่วนใหญ่ถ้าไม่รักษามักจะจางหายไปได้เอง ภายในระยะเวลาไม่เกิน 6 เดือน หากใครที่กำลังเผชิญกับรอยดำลักษณะนี้ สามารถรักษาได้ด้วยการใช้ยาทาและทำทรีตเมนท์ผลักตัวยาลดเม็ดสีร่วมกับการใช้เลเซอร์กลุ่ม Q switched ND YAG (RM Laser) และทาครีมกันแดดอย่างสม่ำเสมอ ก็จะทำให้รอยดำจางเร็วขึ้นได้ เพราะเมื่อรอยดำเกิดขึ้นบนใบหน้า สิ่งที่สาวๆ ต้องการคือการคืนสภาพผิวให้กลับมาเป็นผิวหน้าขาวอมชมพู มีความเนียนกระจ่างใส ซึ่งสามารถทำได้ด้วยการผลักวิตามินนานาชนิด (Cocktail Vitamin) ลงสู่เซลล์ผิวชั้นลึกโดยไม่ต้องใช้เข็ม โดยการใช้เทคโนโลยีคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ส่งหรือผลักตัวยาให้เข้าสู่ผิวหนังโดยที่ไม่ต้องทำการฉีดตัวยาในแบบวิธีเดิมๆ ข้อดีคือมีความสะดวก รวดเร็ว และปลอดภัย ไม่เจ็บ และไม่เกิดรอยช้ำจากเข็มฉีดยา อีกทั้งสามารถผลักยาได้ลึกกว่าเครื่องไอออนโตและเครื่องโฟโนทั่วไป ซึ่งสามารถผลักยาให้เข้าถึงในระดับเซลล์ ปัจจุบันได้ถูกนำมาใช้ในการผลักยาและวิตามินเพื่อรักษาปัญหาผิวพรรณต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นฝ้า กระ สิว หรือริ้วรอยและความหมองคล้ำ ส่วนเลเซอร์กลุ่ม Q switched ND YAG (RM Laser) เป็นเลเซอร์ชนิดพิเศษจากสหรัฐอเมริกาที่มีคุณสมบัติ เฉพาะในการทำลายเม็ดสีที่ผิดปกติใต้ผิวหนังได้ถึงชั้นลึก โดยไม่เป็นอันตรายต่อเนื้อเยื่อโดยรอบ จึงไม่ทำให้เกิดรอยแผลเป็นหลังการรักษาเทคโนโลยี RM Laser นี้มีประสิทธิภาพในการลบรอยสัก ปานดำ ปานน้ำตาล รักษากระลึก ฝ้าฝังลึก รวมทั้งช่วยกระชับรูชุมชนและลดเลือนริ้วรอย ให้สีผิวสม่ำเสมอ เรียบเนียนกระชับ

 

 

โดยทั่วไปต้องทำการรักษาสัปดาห์ละครั้ง ประมาณ 5-8 ครั้ง รอยดำจึงจะจางลงจนหมด ทั้งนี้ ต้องขึ้นอยู่กับสภาพผิวและการปฏิบัติตัวของผู้ที่เข้ารับการรักษาด้วย

 

 

2.รอยแผลเป็นนูน รอยแผลเป็น เกิดจากการบาดเจ็บที่รุนแรงในชั้นหนังแท้ ทำให้คอลลาเจนเกิดความเสียหาย เมื่อร่างกายซ่อมแซมก็จะทิ้งผลลัพธ์ไว้ให้เกิดเป็นแผลเป็น และสามารถเป็นตลอดทั้งชีวิตได้ หากไม่ได้รับการดูแลรักษา โดยประเภทของแผลเป็นสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท ได้แก่ แผลเป็นปกติและแผลเป็นนูน (1) แผลเป็นปกติ ลักษณะของแผลเป็นนี้คือ เมื่อแผลหายจะยังคงเห็นเป็นรอย ซึ่งอาจมีสีซีดหรือเข้มกว่าสีของผิวหนังปกติรอบๆ รอยแผลได้ (2) แผลเป็นนูน แผลเป็นชนิดนี้เกิดจากร่างกายสร้างเนื้อเยื่อออกมาซ่อมแซมบาดแผลมากเกินไป ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ชนิด ได้แก่ แผลเป็นนูนไฮเปอร์โทรฟิก สการ์ (Hypertrophic scar) เป็นแผลเป็นที่เนื้อเยื่อของแผลถูกสร้างขึ้นมานูนใหญ่กว่าปกติ แต่ไม่ขยายออกนอกรอยแผลเดิม และแผลเป็นคีลอยด์ (Keloid) ซึ่งนอกจากจะนูนใหญ่มากกว่าปกติแล้ว ยังขยายลุกลามออกนอกรอยแผลเดิมด้วย รวมทั้งอาจเกิดการดึงรั้ง ส่วนใหญ่มักเกิดบริเวณใบหู คาง หน้าอก หัวไหล่ และมักพบในผู้ที่ประวัติครอบครัวเคยมีภาวะนี้

 

 

โดยปัจจัยที่เป็นสาเหตุทำให้เกิดแผลเป็นนูนที่พบบ่อยๆ ได้แก่ แผลจากการเจาะหู แผลปลูกฝี ฉีดวัคซีน แผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก แผลถูกของมีคมบาด แผลจากอุบัติเหตุ และแผลจากรอยสัก โดยการรักษารอยแผลเป็นในลักษณะนี้ อาจจะต้องใช้วิธีป้องกันในผู้ที่มีประวัติเคยเป็นแผลเป็นนูน เช่น เมื่อเกิดบาดแผลไม่ควรรบกวนโดยการแกะ แคะ เกา เมื่อแผลกำลังหายควรดูแลรักษาบริเวณรอบๆ แผลให้มีความชุ่มชื่นอยู่เสมอ โดยการทาครีมให้ความชุ่มชื่น และอาจใช้แผ่นซิลิโคนแปะทับบริเวณแผล ทำให้แผลมีลักษณะทีนุ่มขึ้น ก็จะเป็นการป้องกันหรือลดโอกาสการเกิดรอยแผลเป็นได้ ส่วนการรักษาเมื่อเกิดแผลเป็นแล้ว อาจใช้วิธีการฉีดยา เพื่อรักษาคีลอยด์ โดยมีค่าใช้จ่ายในการรักษาอยู่ที่ครั้งละประมาณ 1,000-3,500 บาท หรือการทำ Fractional Laser (Pixel Laser) หลังการฉีดก็จะทำให้ผิวเรียบดีได้มากขึ้น

 

 

3.รอยแผลเป็นหลุม รอยแผลเป็นชนิดนี้เกิดจากการที่เนื้อเยื่อผิวหนังถูกทำลายเสียหาย และไม่เกิดการซ่อมแซมที่เพียงพอ หรืออาจเกิดพังผืดในชั้นผิวหนัง ดึงรั้งให้เกิดการยุบตัวลงมา ทำให้สุดท้ายเกิดเป็นรอยแผลเป็นหลุมขึ้น ส่วนใหญ่มักเกิดที่ใบหน้า สาเหตุที่ทำให้เกิดรอยแผลเป็นหลุมที่พบได้มากที่สุดคือรอยแผลจากสิวนั่นเอง จะว่าไปแล้วแผลเป็นที่เกิดจากสิวนั้น เป็นปัญหาที่พบบ่อยในช่วงวัยรุ่นและวัยทำงาน ซึ่งเป็นช่วงวัยที่มีการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน โดยวิธีการที่นำมาใช้ในการรักษาและผลของการรักษาขึ้นอยู่กับความรุนแรงของแผล ทั้งตำแหน่ง ความลึก และขนาดของแผล การรักษาอาจทำได้โดย การตัดหลุม การขัดผิว และการใช้เลเซอร์ ถึงแม้ว่าจะมีเทคโนโลยีใหม่ในการรักษารอยหลุมสิว แต่การใช้ Fractional Laser (Pixel Laser) ยิงกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนขึ้นมาใหม่นั้น ก็ยังเป็นที่นิยมและได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง โดย Fractional Laser มีหลักการทำงานคือ ส่งลำแสงที่มีขนาดเล็กประมาณ 60 ไมครอน ไปทำให้เกิดความร้อนที่ใต้ชั้นผิวหนังชั้นลึก เรียกว่า Photo thermolysis ส่งผลให้เกิดการสร้างคอลลาเจนขึ้นมาใหม่ ทำให้ผิวหนังเรียบเนียน กระชับ แผลเป็นและหลุมสิวตื้นขึ้น ริ้วรอยและจุดด่างดำดูจางลง โดยไม่ทำให้เกิดแผลตกสะเก็ดหรือมีเลือดออก ซึ่งนับว่าเป็นนวัตกรรมทางการแพทย์ที่ถูกพัฒนาขึ้นมา เพื่อช่วยแก้ปัญหาผิวได้อย่างตรงจุดยิ่งขึ้น โดยกำจัดเซลล์ผิวที่ถูกทำลายจนเสื่อมสภาพออก เพื่อกระตุ้นให้เกิดกระบวนการสร้างและซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกายให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ แก้ปัญหาเม็ดสีเสื่อมสภาพ ริ้วรอยและจุดด่างดำดูจางลง หลุมสิวรอยแผลเป็นดูตื้นขึ้น

 

 

ขั้นตอนการรักษาด้วย Fractional Laser

 

การรักษารอยแผลเป็นหลุมด้วย Fractional Laser คนไข้ไม่ต้องเตรียมตัวมากนัก สามารถทำการรักษาได้เลย โดยในขั้นตอนแรกแพทย์จะทำความสะอาดผิวในตำแหน่งที่จะทำการรักษา จากนั้นทายาชาทิ้งไว้ประมาณ 30 นาที แล้วเช็ดออก แล้วจึงเริ่มทำการยิงเลเซอร์ ใช้เวลาในการรักษาประมาณ 15-20 นาที ขึ้นอยู่กับปริมาณของรอยแผลเป็นหลุม ความรุนแรงของแผลเป็น และสภาพผิวหนังของคนไข้ ในระหว่างการรักษาจะมีการใช้เครื่องพ่นลมเย็นเป่าเพื่อช่วยลดความร้อนจากแสงเลเซอร์ การรักษาควรทำต่อเนื่อง 3-5 ครั้ง ห่างกันครั้งละ 4-6 สัปดาห์ ผลข้างเคียงหลังจากทำเลเซอร์อาจมีอากรบวมแดงของผิวหนัง ซึ่งจะหายไปได้เองภายใน 48 ชั่วโมง คนไข้อาจรู้สึกแสบร้อนผิวมากที่สุดในช่วง 3 ชั่วโมงแรก ดังนั้น จึงไม่ควรล้างหน้าภายใน 4 ชั่วโมงหลังการทำเลเซอร์ หลังจากนั้นสามารถล้างหน้า ทาครีมบำรุงได้ตามปกติ และควรหลีกเลี่ยงแสงแดดจัดอย่างน้อยเป็นเวลา 1 สัปดาห์ ควรทาครีมกันแดดที่มีค่าเสี่ยงแสงแดดจัดอย่างน้อยเป็นเวลา 1 สัปดาห์ ควรทาครีมกันแดดที่มีค่า SPF 50 และ PA ++ ขึ้นไป ร่วมกับครีมบำรุงที่ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นสูง

 

 

4.แผลเป็นที่เกิดจากการเย็บแผลผ่าตัด แผลที่เกิดจากากรเย็บ เนื่องจากมีการผ่าตัดใดๆ หรือการผ่าตัดทำคอลดในหญิงตั้งครรภ์ สามารถป้องกันการเกิดแผลเป็นนูนได้ โดยการใช้แผ่นปิดเพื่อกดทับหรือเจลปิดแผล เช่น ซิลิโคนเจล โดยเริ่มใช้หลังผ่าตัดหรือหลังการตัดไหม ปิดไว้นาน 12-24 ชั่วโมง และปิดไว้ประมาณ 3-6 เดือน แผลเป็นจากการเย็บในช่วง 6 เดือนแรกมักพบเป็นแผลนูน แต่แผลนูนตามร่องรอยการเย็บนั้น ส่วนใหญ่สามารถหายได้ เมื่อแผลมีการซ่อมแซมสมบูรณ์ภายในเวลา 6 เดือนถึง 1 ปี แผลเป็นนูนในบางรายอาจเป็นชนิดคีลอยด์ ซึ่งมักโตขึ้นหลังการเย็บแผลนานหลายเดือน และมีขนาดใหญ่มากขึ้นหรือขยายลามออกจากแผลเดิมมาก การรักษาแผลเป็นที่เกิดจากการเย็บแผลผ่าตัดนี้ ทำได้หลายวิธี โดยการรักษาหลักของแผลเป็นนูน ได้แก่ การฉีดยาเข้าไปในแผล ยาที่นำมาใช้ ได้แก่ สเตียรอยด์ และยาต้านการเจริญของพังผืด

 

 

ส่วนวิธีการรักษาอื่นๆ ที่มีส่วนช่วยให้ผลการรักษาดีขึ้น และทำให้สีหรือพื้นผิวของแผลดีขึ้น ได้แก่ การทายา การทำเลเซอร์ เป็นต้น ส่วนการรักษาโดยการผ่าตัดแผลเป็นนั้น อาจเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง ซึ่งต้องคำนึงถึงโอกาสในการกลับมาเป็นซ้ำของแผลนูน เนื่องจากการผ่าตัดเป็นการทำให้เกิดแผลเย็บใหม่ จึงอาจต้องใช้การรักษาอื่นเพื่อป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำ เช่น การฉายแสง หรือการฉีดยาสเตียรอยด์ และการตรวจติดตามอย่างต่อเนื่อง เป็นต้น หากใครไม่อยากมีแผลเป็น ดังนั้น เมื่อเป็นสิวอักเสบควรรีบรักษาให้เร็วที่สุดและไม่ควรแกะสิว ส่วนการรักษาแผลเป็นถลอก เมื่อเกิดแผลถลอก ควรได้รับการห้ามเลือดในเบื้องต้น และล้างทำความสะอาดด้วยน้ำสะอาด หรืออาจใช้สบู่ฟอก เพื่อกำจัดสิ่งสกปรกออกจากบาดแผล และใช้ยาปฏิชีวนะชนิดครีมหรือขี้ผึ้งทาก่อน แล้วปิดแผลด้วยพลาสเตอร์เพื่อป้องกันแผลจากสิ่งสกปรกภายนอก เมื่อแผลตกสะเก็ดอาจไม่มีความจำเป็นต้องปิดแผล แต่ควรหลีกเลี่ยงการแกะ เกา สะเก็ดแผล เนื่องจากจะทำให้แผลหายช้า ทั้งนี้ ผลการรักษาแผลเป็นก็ยังมีข้อจำกัดหลายอย่าง ทั้งความรุนแรงของแผล ตำแหน่งของแผล และสาเหตุที่ทำให้เกิดแผล จึงทำให้การรักษาแผลเป็นอาจต้องใช้การรักษาหลายวิธีร่วมกัน ต้องรักษาหลายครั้ง และใช้เวลาในการรักษาต่างกัน โดยแผลเป็นที่มีความลึกหรือแผลที่มีการทำลายของรูขุมขน จะไม่สามารถกลับมามีสภาพเหมือนผิวหนังปกติได้ 100 เปอร์เซ็นต์ คนไข้ควรมีการปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในการเลือกวิธีการรักษาที่ถูกต้องและเหมาะสม การป้องกันจึงเป็นหนทางที่ดีที่สุด

 

 

โดยส่วนใหญ่แผลเป็นนูนไม่แนะนำให้รักษาโดยการผ่าตัดนะครับ เพราะการที่เราไปตัดเนื้อของแผลเป็นออก รอยแผลผ่าตัดก็ย่อมจะต้องมีขนาดใหญ่มากกว่าแผลเป็นเดิม เมื่อเวลาแผลหายแผลเป็นก็มีโอกาสที่จะมีขนาดใหญ่กว่าเดิมได้ ฉะนั้น วิธีการรักษาที่ได้ผลดีคือการยิงเลเซอร์ร่วมกับการฉีดสเตียรอยด์นะครับ แต่ในบางคนที่ดื้อกับการฉีดสเตียรอยด์ อาจต้องเปลี่ยนมาฉีดยาในกลุ่ม Chemo Therapy ที่ใช้ยับยั้งกระบวนการสร้างเซลล์ ซึ่งออกฤทธิ์มากขึ้น แต่ก็นับว่ามีน้อยรายครับ ที่ต้องฉีดยากลุ่มนี้ ดังนั้น การป้องกันไม่ให้เกิดแผลจึงเป็นการป้องกันไม่ให้มีแผลเป็นได้ดีที่สุด แต่ถ้าหากคนไหนที่เกิดแผลแล้ว ต้องรีบดูแลรักษาเพื่อให้แผลเป็นนั้นหายหรือจางลงและเรียบเนียนให้ได้มากที่สุดครับ

 

 

ผู้หญิงมักพบปัญหาแผลเป็นมากกว่าผู้ชาย และพบในผู้ใหญ่มากกว่าเด็ก (ในวัยรุ่นและวัยเจริญพันธุ์จะมีโอกาสเกิดแผลเป็นได้บ่อยกว่าในวัยอื่นๆ) นอกจากนี้ คนผิวคล้ำจะมีโอกาสเกิดแผลเป็นได้บ่อยและรุนแรงกว่าคนผิวขาว และผู้ที่มีประวัติการเกิดแผลเป็นและมีประวัติของคนในครอบครัวมีแผลเป็น จะมีโอกาสเกิดแผลเป็นได้มากกว่าผู้ที่ไม่เคยมีประวัติ

 

 

นพ.สมมาร อิทธิพรวณิชย์

แพทย์ผิวหนัง ผู้เชี่ยวชาญด้านเลเซอร์ผิวพรรณ

กรรมการบริหารคอสมาแคร์ คลินิก

(Some images used under license from Shutterstock.com.)



สักคิ้ว 3 มิติ เพ้นท์คิ้ว 3 มิติ