Haijai.com


เคราติน คืออะไร


 
เปิดอ่าน 60200

เส้นผมนุ่มสวยทุกสัมผัส

 

 

พฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวันของเราอาจทำให้เส้นผมของเราโดนทำร้ายโดยไม่รู้ตัว ส่วนหนึ่งมาจากมลภาวะรอบตัวเรา ประกอบกับอาหารที่เราเลือกกินในแต่ละมื้อ แม้ว่าอาหารจะช่วยบำรุงเส้นผมของเราได้ ในอีกทางหนึ่งก็จริง แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นอาหารทุกชนิด

 

 

ลองดูเรื่องราวที่น่าสนใจของ “เคราติน” (อ่านว่า เค-รา-ติน) ที่เป็นสารอาหารสำคัญในการล็อคความสวยงามของเส้นผม ให้เปล่งประกายอยู่กับเราไปนานๆ ดังนั้น ควรใส่ใจเรื่องอาหารการกินและพฤติกรรมบำรุงเส้นผมตั้งแต่เดี๋ยวนี้

 

 

เคราตินคืออะไร

 

เคราตินก็คือคอลลาเจนนั่นเอง มีโครงสร้างประกอบจากโปรตีนเส้นใยและเป็นส่วนประกอบหลักของชั้นผิวหนัง ทำหน้าที่เป็นตัวประสานเนื้อเยื่อของผิวหนังเข้าด้วยกัน โปรตีนชนิดนี้เป็นส่วนประกอบหลักของเส้นผมถึงร้อยละ 90 รองลงมาคือเส้นขนและเล็บมีเพียงร้อยละ 2 เท่านั้นที่ปะปนอยู่ในเซลล์กล้ามเนื้อ ได้แก่ บริเวณผนังหลอดเลือด เนื้อเยื่อกระจกตาและเลนส์ตา คุณสมบัติของเคราตินคือสร้างความแข็งแรงและความยืดหยุ่นให้กับชั้นเซลล์ผิวหนังและเป็นแหล่ะความชุ่มชื้นของเส้นผม เส้นขนและเล็บ รวมถึงเป็นแหล่งะอาหารที่ช่วยให้เซลล์ต่างๆ เจริญเติบโตได้ปกติด้วย

 

 

ร่างกายผลิตเคราตินเองได้

 

เคราตินธรรมชาติในร่างกายเราจะอยู่ในรูปของเซลล์หนังกำพร้า ที่เรียกว่า คีราติโนไซต์ หรือเซลล์ต้นกำเนิดของผิวหนัง เส้นผม เล็บและส่วนต่างๆ ของร่างกาย มีกระบวนการสร้างใหม่ในลักษณะผลัดเซลล์เก่าและแทนที่เซลล์ใหม่ เกิดการทับถมขึ้นเรื่อยๆ ในแนวตั้ง เพื่อแทนที่เซลล์ผิวหนังในบริเวณที่มีหลุดร่อนตัวของเซลล์ที่ตายแล้ว โดยที่กระบวนการนี้จะเกิดขึ้นเป็นประจำทุกวัน วันละพันๆ ครั้ง จนดูเหมือนว่าไม่มีกระบวนการทำงานใดๆ เกิดขึ้นบนร่างกายของเราเลย แต่ถ้าเมื่อไหร่เกิดความผิดปกติของกระบวนการทำงานนี้ จะแสดงสัญญาณเตือนออกมาตามตำแหน่งอวัยวะต่างๆ เช่น ผมร่วง ผิวแห้งเป็นขุย ผมแห้ง เล็บเปราะและฉีกขาดง่าย เป็นต้น แม้ว่าสัญญาณเตือนเหล่านี้ จะไม่ใช่ความผิดปกติร้ายแรง แต่ก็เป็นสิ่งที่บอกได้ว่าร่งกายกำลังขาดความชุ่มชื้น

 

 

หยุด 3 ตัวการร้ายเคราตินในเส้นผม

 

เพราะเคราตินเป็นสารอาหารหลักของกระบวนการงอกใหม่ของเส้นผม เส้นขน เล็บรวมถึงเซลล์ผิวหนังและเป็นสิ่งที่ร่างกายสามารถสังเคราะห์ไว้ใช้งานได้เอง โดยการแปรสภาพสารอาหารจากแหล่งอาหารต่างๆ ที่เราบริโภคในแต่ละวันให้อยู่ในรูปของโมเลกุลขนาดเล็ก เพื่อการดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือด อย่างไรก็ตามเคราตินถือว่าเป็นไฟเบอร์ที่สามารถละลายน้ำได้ โดยเฉพาะเคราตินธรรมชาติในเส้นผมที่เป็นอวัยวะสัมผัสกับมลภาวะมากพอๆ กับผิวหนัง และเป็นอวัยวะที่ถูกทำร้ายอยู่บ่อยครั้งจากพฤติกรรมเสริมความงามของเรา เช่น ทำสีผม ดัด/ยืดผม รวมถึงการมัดผมเป็นเวลานานๆ ปัจจัยเหล่านี้เป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เคราตินธรรมชาติละลายหายไป พร้อมความร้อนสารเคมีและการปิดกั้นการไหลเวียนเลือดเป็นบริเวณรากผม ซึ่งเมื่อเคราตินในเส้นผมถูกทำลายไปจนหมด ผลก็คือเส้นผมจะมีสัมผัสที่หยาบกระด้างชี้ฟู ไม่สามารถแต่งเป็นทรงได้

 

 

สัญญาณเตือนว่าร่างกายขาดเคราติน

 

ตามธรรมชาติแล้วเส้นผมของเรานั้นร้อยละ 90 ประกอบไปด้วยเคราตินที่เป็นสารอาหารสำคัญในการหล่อเลี้ยงเกล็ดผมให้ปิดสนิทหนังศีรษะชุ่มชื้นไม่หลุดลอกเป็นแผ่น เส้นผมมีความเรียบลื่นเป็นมันเงาดูสุขภาพดี ทำให้ไม่ว่าจะบำรุงด้วยผลิตภัณฑ์อะไรก็ได้ผลลัพธ์ที่ดีตามไปด้วย ในทางกลับกันหากร่างกายขาดแร่ธาตุชนิดนี้ ก็จะเป็นสัญญาณเตือน ดังนี้ ผมบางลง ผมร่วง เส้นผมชี้ฟูและผมขาดเส้นหรือถ้าหากบริเวณผิวหนังขาดเคราติน ก็จะแสดงอาการผิวแห้ง แตก ลอกเป็นขุยหรือถ้าเป็นบริเวณเล็บ เล็บก็จะเปราะหักง่ายฉีกเป็นชั้น เป็นต้น แม้ว่าเคราตินจะมีส่วนประกอบขึ้นจากโปรตีน ซึ่งมีความสำคัญในการเจริญเติบโตของเส้นผม ผิวหนังและเล็บก็ตาม ร่งกายเราก็ควรได้รับวิตามินอื่นๆ ด้วย เช่น วิตามินซี วิตามินบี กรดอะมิโนจำเป็น เป็นต้น

 

 

สุดยอดอาหารที่เป็นแหล่งเคราตินธรรมชาติ

 

ในการบำรุงร่างกายให้กระตุ้นสร้างเคราตินนั้น ส่วนหนึ่งควรมาจากการเลือกบริโภคอาหารที่อยู่ในหมวดโปรตีนเป็นหลัก รองลงมาคืออาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินซีและอันดับสุดท้าย คือ อาหารที่มีกรดอะมิโนจำเป็น เช่น กรดไขมัน โดยแหล่งอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายในกระบวนการสร้างเคราติน ได้แก่ ปลาแซลมอน ไข่ไก่ ถั่วเช่น อัลมอนด์ พีแคน มะม่วงหิมพานต์ วอลนัท ถั่วแดง มะม่วง สัปปะรด กีวี ลูกพืช ชีส นมพร่องมันเนย โยเกิร์ต บลูเบอร์รี ราสเบอร์รี สตอเบอร์รี บร็อคโคลี ผักโขม ผักคะน้า หอยนางรม เมล็ดฟักทอง และเนื้อไก่ เป็นต้น

 

 

บำรุงเส้นผมจากภายนอกด้วยเคราตินสังเคราะห์

 

แม้ว่าบางวนเราอาจจะไม่ได้บริโภคอาหารที่จำเป็นต่อการบำรุงเส้นผม แต่ก็ดูแลเส้นผมได้ด้วยการใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผม เช่น คอนดิชั่นเนอร์ เซรั่ม รวมถึงการทำทรีทเม้นท์ผม ในผลิตภัณฑ์บำรุงเส้นผมทั่วไป จะมีส่วนประกอบของเคราตินสังเคราะห์ที่มีทั้งประเภทสกัดจากสารโปรตีนธรรมชาติจากพืชและขนสัตว์ หนังสัตว์ กีบเท้าสัตว์ เนื่องจากมีคุณสมบัติทางชีวภาพใกล้เคียงกับเคราตินธรรมชาติในร่างกายเรา อีกประเภทหนึ่งคือเคราตินสังเคราะห์ผสมกับสารเคมีชื่อว่าฟอร์มาลีนไฮด์ ที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงกับสารโปรตีนธรรมชาติช่วยปรับสภาพเส้นใยผมให้มีความนุ่มนานหลายเดือน จึงถูกนำมาใช้เป็ฯเคราตินสังเคราะห์ในกระบวนการผลิต ผลิตภัณฑ์บำรุงเส้นผม เพราะมีอนุภาคโมเลกุลขนาดเล็กสามารถแทรกซึมเข้าสู่เกล็ดผม ทำให้สารเคมีที่ประกอบอยู่ในรูปฟอร์มาดีไฮด์เข้าจับเส้นผม อย่างไรก็ตามสารฟอร์มาดีไฮด์เป็นสารเคมีอันตราย หากสะสมในร่างกายปริมาณมากทำให้เป็นโรคมะเร็ง โรคหัวใจและหลอดเลือดและโรคร้ายอื่นๆ ได้

 

 

นอกจากเคราตินสังเคราะห์ที่เป็นส่วนประกอบหนึ่งในผลิตภัณฑ์บำรุงเส้นผมแล้ว ยังพบว่ามีอยู่ในผติลภัณฑ์บำรุงเล็บและผิวด้วย ซึ่งเรามักเชื่อว่าเคราตินสังเคราะห์ที่อยู่ในเนื้อครีมนั้น มีคุณสมบัติเป็นคอลลาเจนช่วยเติมความยืดหยุ่นให้เซลล์ผิวหนัง ช่วยเติมร่องริ้วรอยให้ดูอ่อนกว่าวัย หากประกอบอยู่ผลิตภัณฑ์บำรุงเล็บนั้น ก็เชื่อกันว่าช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้เนื้อเล็บและหากประกอบอยู่ในผลิตภัณฑ์บำรุงผมก็เชื่อกันว่าช่วยบำรุงให้เส้นผมยาวเร็ว

 

 

การทำเคราตินทรีทเม้นท์ดีต่อเส้นผมจริง แต่ไม่ปลอดภัยกับสุขภาพ

 

ใครที่ชื่นชอบการใช้ผลิตภัณฑ์นำเข้าจากต่างประเทศ เพราะเชื่อว่ามีประสิทธิภาพดีกว่าผลิตภัณฑ์ภายในประเทศนั้น เราขอแนะนำให้หยุดคิดสักนิดหนึ่งก่อนตัดสินใจซื้อ เพราะสารประกอบบางชนิดในผลิตภัณฑ์จากต่างประเทศอาจไม่ปลอดภัยสำหรับเรา หากเราตัดสินใจซื้อโดยไม่หาข้อมูลก่อนอาจเป็นอันตรายต่อชีวิตโดยไม่รู้ตัว เพราะดีไม่ดีผลิตภัณฑ์บางรายการถูกสั่งห้ามวางตลาดในประเทศนั้นๆ นานเป็นปีก่อนที่จะนำเข้ามาวางขายในบ้านเราหรือแม้แต่การไปทำผมตามร้านซาลอนชื่อดัง ที่มีการใช้ผลิตภัณฑ์นำเข้าต่างประเทศ เราก็ควรตรวจสอบให้ดีเสียก่อนว่ามีสารประกอบอันตรายปนเปื้อนอยู่มากน้อยแค่ไหน

 

 

ตามรายงานจากองค์การ Occupational Safety and Health Division ประจำรัฐโอเรกอน ประเทศสหรัฐอเมริกา (OSHA) เผยว่าการทำเคราตินทรีทเมนท์ในร้านทำผมด้วยการใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีสารฟอร์มาดีไฮด์นั้น เป็นวิธีบำรุงที่ทำแล้วเห็นผลดีจริง เพราะเป็นการคืนเคราตินให้เส้นผมได้กักเก็บความนุ่มลื่น มีความเงางามเป็นประกายได้นานหลายเดือน ขณะเดียวกันก็ก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพหากมีการสะสมของสารดังกล่าวในร่างกายเกินกว่า 1-7 เปอร์เซ็นต์

 

 

ทั้งนี้เป็นเพราะสารฟอร์มาลีไฮด์เป็นสารพิษ และอาจก่อให้เกิดการระคายเคืองอย่างฉับพลันต่ออวัยวะดวงตา ผิวหนังและทางเดินหายใจส่วนบน หากสะสมตามส่วนต่างๆ ของร่างกายในระยะยาวก็อาจก่อให้กลายเป็นโรคเรื้อรังชนิดร้ายแรงได้ เช่น โรคมะเร็ง โรคหัวใจและหลอดเลือด เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีรายงานเสริมเกี่ยวกับอันตรายจากสารพิษชนิดนี้ จากสำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อมในประเทศสหรัฐอเมริกา (EPA) เผยว่า สารชนิดนี้เป็นสารก่อมะเร็งที่อาจทำให้คนป่วยเป็นโรคมะเร็งโพรงจมูกและโรคลูคิเมีย ซึ่งมีข้อมูลจากสำนักงานวิจัยมะเร็งนานาชาติ (IARC) ยืนยันว่าเป็นสารอันตรายต่อผู้บริโภคจริง และในแวดวงอุตสาหกรรมผลิตเครื่องสำอาง ก็มีการใช้สารพิษชนิดนี้เป็นสารประกอบในผลิตภัณฑ์ความงามทั่วไป อย่างแพร่หลายตามมาตรฐานการปนเปื้อนจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาของสหรัฐฯ (U.S FDA) ได้กำหนดปริมาณการปนเปื้อนของสารฟอร์มาดีไฮด์ว่าไม่ควรเกิน 0.2 เปอร์เซ็นต์ในยาทาเล็บหรือในผลิตภัณฑ์บำรุงเส้นผมก็ตาม แต่เมื่อมีการสุ่มตรวจจากผลิตภัณฑ์ตัวอย่างกว่า 100 ยี่ห้อ ที่เป็นผลิตภัณฑ์บำรุงเส้นผม พบว่ามีการปนเปื้อนของสารนี้สูงถึง 12 เปอร์เซ็นต์ ที่น่าตกใจก็คือ กลุ่มผลิตภัณฑ์ตัวอย่างที่สุ่มพบนั้น มีคำระบุไว้ว่า “formaldehyde-free” ติดไว้บนผลิตภัณฑ์ด้วย นอกจากนี้ยังมีรายงานข้อมูลผู้บริโภคประกอบเป็นหลักฐานด้วยว่า ผู้บริโภคที่ได้รับระบบทางเดินหายใจ มีภาวะเลือดกำเดาไหล และกลุ่มอาการดวงตาระคายเคืองจากการให้บริการเคราตินทรีทเม้นท์แก่ลูกค้าภายในร้าน

(Some images used under license from Shutterstock.com.)



สักคิ้ว 3 มิติ เพ้นท์คิ้ว 3 มิติ