Haijai.com


ผู้หญิงต้นขาใหญ่และหย่อนคล้อยเกิดจากอะไร


 
เปิดอ่าน 2736

พอกันทีต้นขาใหญ่ไม่กระชับ Big Thigh

 

 

ปฏิเสธไม่ได้ว่าสาวคนไหนที่มีเรียวขาสวยและผิวเรียบเนียน ถือได้ว่ามีชัยไปกว่าครึ่งแล้ว ยิ่งเวลาสวมกระโปรงสั้น กางเกงขาสั้น หรือชุดรัดรูปที่เน้นสัดส่วน พวกเธอต่างก็ดูมีรูปร่างดีและสวมใส่เสื้อผ้าออกมาสวยกันแทบทุกคน ขาเรียวเล็กเป็นเสน่ห์อันโดดเด่นของผู้หญิง เคยได้ยินไหมที่ผู้ชายบอกว่า “ผมชอบมองขาผู้หญิงเพราะดูเซ็กซี่ดี” ด้วยเหตุผลนี้แหละที่ทำให้บรรดาสาวๆ ทั้งหลายต่างพร้อมใจกันลุกขึ้นมาดูแลขาคู่นั้น ให้ไร้ซึ่งไขมันและผิวหนังหย่อนคล้อย โชคดีที่นวัตกรรมทางการแพทย์ยุคใหม่ช่วยได้เยอะ จึงช่วยประหยัดเวลาและง่ายต่อการได้ขาสวยคู่นั้นมามากขึ้น

 

 

อะไรที่ทำให้ต้นขาใหญ่และหย่อนคล้อย

 

ก่อนอื่นสาวๆ ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า ต้นขาใหญ่และหย่อนคล้อยนั้น เกิดจากอะไรเพื่อจะได้ทำการแก้ไขให้ตรงกับปัญหาที่เกิดขึ้น ต้นขาใหญ่และหย่อนคล้อยนั้นเกิดจาก 2 สาเหตุด้วยกัน สาเหตุที่หนึ่งคือการมีไขมันสะสมเป็นจำนวนมาก สาเหตุที่สองคือการมีผิวหนังที่ยืดเกินออกมา ทั้งจากที่มีไขมันสะสมหรือไม่มีก็ตาม ในวัยที่เริ่มมีไขมันสะสมจากการศึกษาพบว่าเพศหญิง จะมีปัญหาต้นขาใหญ่และหย่อนคล้อยมากกว่าเพศชาย เนื่องจากลักษณะของการสะสมไขมันนั้น ขึ้นอยู่กับรูปทรงของร่างกายด้วยส่วนหนึ่ง ซึ่งในผู้หญิงนั้นจะมีลักษณะเหมือนกับลูกแพร์ คือมีร่างกายด้านล่างที่ใหญ่กว่าด้านบน ฉะนั้น ต้นขาจะใหญ่แต่ช่วงเอวขึ้นไปจะมีขนาดเล็ก ไม่เหมือนกับของผู้ชายที่มีลักษณะเป็นลูกแอปเปิ้ล คือ มีร่างกายด้านบนใหญ่แต่ด้านล่างเล็ก จึงทำให้ในผู้หญิงผู้หญิงมีปัญหาเรื่องต้นขาใหญ่และหย่อนคล้อยได้มากกว่า โดยเฉพาะผู้หญิงอายุ 30 ปีขึ้นไป และผู้หญิงหลังคลอดบุตร ต้นขาจะมีขนาดใหญ่และหย่อนคล้อยมากขึ้นเรื่อยๆ ตามปริมาณของไขมันที่มาสะสมและผิวหนังที่ไม่ตึงกระชับ ร่วมกับมีการออกกำลังกายน้อยลงก็ยิ่งทำให้มีไขมันมาสะสมมากขึ้นและผิวหนังยืดมากขึ้น

 

 

อยากลดขาใหญ่และหย่อนคล้อยต้องทำยังไง

 

แนวทางการรักษาต้นขาใหญ่และหย่อนคล้อย มีทั้งวิธีที่ไม่ผ่าตัดและวิธีที่ต้องทำการผ่าตัด โดยวิธีที่ไม่ต้องผ่าตัด ซึ่งเหมาะสำหรับคนไข้ในกรณีที่มีไขมันสะสมไม่มาก ได้แก่

 

(1) การฉีดยา (Injection Lipolysis) ด้วยสารบางชนิด ซึ่งทำให้ไขมันสลายได้ โดยการใช้ยาฉีดหรือเครื่องมือฉีดให้กระจายตามบริเวณที่มีไขมัน ทำห่างกันทุก 1-2 อาทิตย์ ประมาณ 4-8 ครั้ง แล้วแต่ชนิดของยาฉีดหรือชนิดของเครื่องมือนั้นๆ โดยผลลัพธ์หลังการรักษาอาจได้ผลประมาณ 20-30 เปอร์เซ็นต์ แต่การฉีดยายังมีปัญหาอยู่ในแง่ที่ว่า ยาบางอย่างยังไม่ได้รับการขึ้นทะเบียน

 

(2) การฉีดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Carboxy Therapy) เข้าไปในชั้นไขมัน เพื่อทำให้เซลล์ไขมันสลายตัว

 

(3) การใช้คลื่นเสียง (Ultrasound) ในการสลายไขมัน

 

(4) การใช้คลื่นวิทยุ (Radio Frequency) ในการเข้าไปกระชับผิวและสามารถสลายไขมันบางส่วนเหล่านี้ เป็นวิธีที่ใช้ในการกระชับต้นขาที่ใหญ่และหย่อนคล้อย โดยไม่ต้องผ่าตัด ข้อเสียคือได้ผลน้อย ในคนไข้บางรายไขมันลดลงเพียงเล็กน้อย หรือเกือบจะไม่ลดลงเลยและต้องทำหลายๆ ครั้ง ซึ่งอาจจะต้องใช้เวลานาน

 

 

ส่วนคนไข้ในกรณีที่มีไขมันสะสมมากต้องรักษาโดยการผ่าตัดดูดไขมัน ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นวิธีมาตรฐานสำหรับการนำมาใช้รักษาปัญหาต้นขาใหญ่และหย่อนคล้อย เนื่องจากได้ผลดี โดยในกระบวนการดูดไขมันจะมีเครื่องมือต่างๆ ที่เข้ามาช่วยหลากหลายประเภท เช่น เวเซอร์ (Vaser) ที่เป็นการใช้อัลตร้าซาวด์เข้ามาช่วยสลายไขมันก่อน แล้วจึงทำการดูดออกมา หรือ บอดี้ ไทท์ (Body Tite) ที่เป็นการใช้ความร้อนจากคลื่นวิทยุ (RF) ช่วยในการสลายไขมันและกระชับผิวไปพร้อมกัน การดูดไขมันเป็นวิธีการผ่าตัดประเภทหนึ่ง ดังนั้น คนไข้ต้องมีการเตรียมตัวให้พร้อมก่อนขั้นการรักษา เพราะอันตรายของการดูดไขมันและข้อแทรกซ้อนมีไม่น้อยและที่น่ากลัวคือ อาจทำให้เสียชีวิตได้ โดยแพทย์จะดูว่าคนไข้มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูงหรือไม่ ยาที่คนไข้ทานเป็นประจำ มีการตรวจร่างกาย โดยการดูผลตรวจเลือด เอ็กซ์เรย์ปอด ดูคลื่นหัวใจว่ามีการทำงานอยู่ในเกณฑ์ปกติ เมื่อทุกอย่างปกติแพทย์ก็จะทำการกำหนดบริเวณที่จะทำการดูดไขมัน ได้แก่ บริเวณต้นขาด้านใน ต้นขาด้านหน้าและต้นขาด้านข้าง แล้วทำการเปิดแผลโดยการเจาะรูขนาดเล็ก ความยาวประมาณ 2 มิลลิเมตร จำนวน 4 ถึง 6 รู จากนั้นจึงเข้าสู่กระบวนการดูดไขมัน

 

 

การพักฟื้นหลังผ่าตัด

 

หลังการทำการดูดไขมันเสร็จแล้ว คนไข้ต้องมีระยะเวลาในการพักฟื้นอย่างน้อย 2-3 วัน เมื่อทำการดูดไขมันเสร็จแล้ว แพทย์จะให้คนไข้ใส่ชุดรัด (Compression Garment) เพื่อให้เนื้อเยื่อในบริเวณที่ไขมันถูกดูดออกไป และโพรงว่างเกิดความกระชับ เมื่อเนื้อเยื่อกระชับเข้ามาแล้ว ก็จะใส่ตัวรัดคล้ายกับสเตย์รัดเอาไว้หลังจากการผ่าตัดดูดไขมันเสร็จ จากนั้นจึงกลับบ้าน งดอาบน้ำ 5-6 วัน หลีกเลี่ยงการถูกน้ำจนกว่าแผลจะแห้ง ก่อนที่แผลจะปิดจะมีน้ำเกลือที่ฉีดเข้าไปในขั้นตอนแรกของการดูดไขมันซึมออกมาประมาณ 1-2 วัน จากนั้นแผลจะปิดไปเองตามธรรมชาติ และแพทย์จะให้คนไข้ใส่ชุดรัดต่อไปเป็นเวลา 3-4 อาทิตย์ การดูดไขมันเป็นการเจาะแผลขนาดเล็ก ดังนั้น จึงไม่มีแผลเป็นหลังการผ่าตัด ในปัจจุบันความปลอดภัยของการดูดไขมันมีมากขึ้นแล้ว แต่ก็ยังต้องมีข้อระวังอยู่หลายอย่าง เช่น การที่มีเลือดออก เพราะขูดหรือแทงโดนเส้นเลือด เคยมีกรณีของคนไข้ที่เสียชีวิตจากากรดูดไขมัน เนื่องจากการแทงเครื่องมือเข้าไปในช่องท้องแล้วตัดถูกลำไส้และเส้นเลือดใหญ่ ฉะนั้น ตรงนี้ต้องระวัง ควรทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญมีประสบการณ์ในการดูดไขมันมาหลายปีแล้วเท่านั้น

 

 

อาการแทรกซ้อนจากการดูดไขมัน

 

ภายหลังการรักษาเมื่อแผลปิดและการอักเสบหายแล้ว ซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 1 เดือน จากนั้นแพทย์จะนัดมาดูขนาดรูปร่าง โดยแผลจากการดูดไขมันจะแห้งลง ไขมันจะสลาย หดตัวเต็มที่หลังการรักษา 3-6 เดือน ถึงจะเห็นผลลัพธ์สุดท้าย ก่อนหน้านั้นคนไข้จะยังมีอาการบวมอยู่ ดังนั้น ในระหว่างอาทิตย์แรกแพทย์จะให้ยาฆ่าเชื้อ ยาลดบวม ยาแก้ปวด ให้ทานตามลักษณะอาการของคนไข้ หากคนไข้มีความเสี่ยงแพทย์ก็จะให้ยาฆ่าเชื้อทานเพิ่มเติม โดยส่วนใหญ่แล้วปัจจุบันอัตราการติดเชื้อและอัตราการเสียชีวิตของคนไข้ จากการผ่าตัดดูดไขมันมีน้อยลงมาก แต่แพทย์ผู้ทำการผ่าตัดก็ยังต้องระมัดระวัง เพราะอาจมีอาการแทรกซ้อนจากการดูดไขมันเกิดขึ้นบ้าง ซึ่งหากมีกรณีเหล่านี้เกิดขึ้น ให้คนไข้กลับมาพบแพทย์ อาการแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น ได้แก่ หลังจากดูดไปแล้ว ผิวเป็นลอนคลื่น ดูดแล้วทั้งสองข้างไม่เท่ากัน มีการติดเชื้อซ้ำซ้อนและเกิดถุงน้ำซีโรมา (Seroma) ซึ่งมักเกิดขึ้น 3-4 อาทิตย์หลังการดูดไขมัน

 

 

การป้องกันและแก้ไขการเกิดผิวเป็นลอนคลื่น คือ เทคนิคในการดูดไขมันของแพทย์ ซึ่งแพทย์ต้องมีความชำนาญในการใช้เครื่องมือ ต้องใช้หัวดูดที่มีขนาดไม่ใหญ่มากเกินไป และดูดให้กระจายทั่วทั้งบริเวณที่มีไขมัน แต่ถ้าเกิดแล้วแพทย์จะรอเวลาประมาณ 2-3 เดือน จากนั้นจึงใช้เครื่องมือ RF เข้ามาช่วยนวดสลายและกระชับผิวหนัง ที่เป็นลอนคลื่น ก็จะทำให้ดีขึ้นได้ กรณีถ้าดูดไม่เท่ากัน หากมชัดเจนมากนักแพทย์ก็มักจะไม่ทำอะไรแต่ถ้ามองเห็นชัดเจนมากกว่าดูดไม่เท่ากัน แพทย์จะทำการดูดซ่อมต้นขาด้านที่ไขมันยังเหลือมากให้เท่ากัน กรณีการเกิดถุงน้ำ แพทย์จะทำการรักษาโดยใช้การเจาะแล้วดูดเอาน้ำในถุงน้ำออก จากนั้นจึงรัดบริเวณดังกล่าวไว้และให้ยาฆ่าเชื้อคนไข้ทานต่ออีก 2 อาทิตย์

 

 

การสังเกตถุงน้ำ คือ หลังจากทำการดูดไขมันเสร็จแล้ว คนไข้จะรู้สึกว่ามีถุงน้ำอยู่บริเวณที่ทำการดูดไขมัน หากคลำเนื้อที่ขาจะเป็นก้อนน้ำไหลไปไหลมา มีลักษณะเป็นแผ่นใหญ่ๆ อยู่ในชั้นไขมัน ต้องใช้วิธีการเอาเข็มเจาะเข้าไปแล้วดูดน้ำออก ซึ่งโดยส่วนใหญ่คนไข้มักจะรู้ถึงความผิดปกติในข้อนี้

 

 

ป้องกันการกลับมาของต้นขาใหญ่และหย่อนคล้อย

 

รักษาแล้วเป็นใครก็ไม่อยากให้ต้นขาใหญ่และหย่อนคล้อยกลับมาอีก ดังนั้น จึงต้องป้องกันด้วยการควบคุมการรับประทานอาหาร อย่าปล่อยให้อ้วนหรือไขมันกลับมาสะสมมากขึ้น ร่วมกับการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ โดยจะมีท่าการออกกำลังกายที่เหมาะสมกับต้นขา เน้นการใช้ขา เช่น การปั่นจักรยาน การเล่นโยคะหรือท่าออกกำลังกายที่เรียกว่า สควอท (Squat) ซึ่งเป็นการออกกำลังกายขา โดยเฉพาะรวมทั้งการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตประจำวันให้มีการเดินมากขึ้น ขณะนั่งทำงานอย่านั่งนิ่งๆ เป็นเวลานาน อย่านั่งไขว่ห้าง เพราะจะทำให้เกิดเส้นเลือดขอด และควรแช่น้ำอุ่นๆ พร้อมกับนวดต่อมน้ำเหลืองบริเวณเท้าและขาเป็นประจำ ก็จะช่วยทำให้ต้นขากระชับ ไม่มีไขมันสะสมและมีความแข็งแรงมากขึ้น

 

 

เราจะเห็นว่าวิธีมาตรฐานในการกระชับต้นขาที่ใหญ่และหย่อนคล้อยนั้น จะมีการสลายไขมันก่อนในเบื้องต้น จากนั้นจึงทำการดูดไขมันและใช้การนวดหลังการดูดไขมันในการกระชับผิวหลังจากากรรักษาเป็นเวลา 1 เดือน การนวดหลังการดูดไขมันนี้ โดยส่วนใหญ่มักใช้เครื่องมือที่ทำให้เกิดความร้อน ซึ่งจะทำให้ผิวหดตัวมากขึ้น ยกตัวอย่าง เช่น RF ซึ่งได้พัฒนาไปจนกระทั่งเป็น RF ชนิดที่มีเครื่องดูดสุญญากาศ (Vacuum) อยู่ด้วย โดยเครื่องจะดูดผิวเข้ามาแล้วค่อยปล่อยพลังงาน RF ซึ่งจะสามารถกระตุ้นผิวให้หดตัวและส่งพลังงาน RF ลงลึกในชั้นผิวได้ดีมากขึ้น ทำให้ผลในการกระชับผิวมีมากขึ้น ซึ่งแพทย์มักจะนำมารักษาร่วมกับการดูดไขมันและการผ่าตัด โดยค่าใช้จ่ายในการรักษาต้นขาใหญ่และหย่อนคล้อยอยู่ที่ประมาณ 60,000-90,000 บาท

 

 

สำหรับคนที่มีปัญหาเรื่องต้นขาหย่อน อันดับแรกเลยก็คือต้องฝึกพฤติกรรมของเราให้มีการเดินเหินบ่อยๆ อย่านั่งนิ่งๆ เป็นเวลานาน โดยเฉพาะการทำงานออฟฟิศการนั่งนิ่งๆ จะทำให้ไม่ได้ออกกำลังกาย ฉะนั้น ให้พยายามลุกมาเดินเรื่อยๆ ขึ้นลงบันไดแทนการใช้ลิฟท์ แนะนำเลยนะครับ เพราะเป็นกำไรสองต่อ คือ ทั้งประหยัดพลังงานและได้ออกกำลังกายไปพร้อมกัน การขึ้นลง 2-3 ชั้น ให้ใช้บันไดจะดีกว่า หากขับรถมาทำงานก็จอดรถให้ห่างจากออฟฟิศ เพื่อทำให้เราเดินได้มากขึ้น เป็นการฝึกกล้ามเนื้อต้นขาไปด้วย ต้นขาก็จะไม่หย่อนคล้อย ดังนั้น ต้องขอแนะนำว่าพยายามปรับกิจกรรม ปรับวิถีชีวิตของเราให้เปลี่ยนมาเดินเยอะๆ เป็นการฝึกฝนด้วยตัวเอง โดยที่ไม่ต้องรีบไปเข้าคลาสที่ศูนย์ออกกำลังกายต่างๆ แต่บางคนกลัวเดินเยอะๆ แล้วขาใหญ่ ไม่ต้องกลัวครับ เพราะผู้หญิงต้นขาใหญ่ที่เกิดจากกล้ามเนื้อนั้น มีความเป็นไปได้ยาก ถึงแม้ว่ากล้ามเนื้อจะเป็นส่วนหนึ่ง แต่สาเหตุที่ทำให้ขาใหญ่และหย่อนส่วนใหญ่เกิดจากไขมัน หากมีการออกกำลังกายให้ดี ไขมันก็จะสลายไปได้ กล้ามเนื้อก็จะแข็งแรง และทำให้ขาเล็กและสวยงามตลอดไป

 

 

นพ.ไพศาล รัมณีย์ธร

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังและเลเซฮร์

คณะบดีสำนักวิชาเวชศาสตร์ชะลอวัยและฟื้นฟูสุขภาพ

มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงและผู้บริหารเครือปิ่นเกล้าคลินิก

(Some images used under license from Shutterstock.com.)



สักคิ้ว 3 มิติ เพ้นท์คิ้ว 3 มิติ