Haijai.com


ดูดไขมันหรือผ่าตัดกำจัดไขมันหน้าท้อง


 
เปิดอ่าน 953

สยบพุงป่องให้ท้องแบนราบ Flat Belly Surgery

 

 

ปัญหารอบเอวหนา หน้าท้องป่อง เป็นที่รู้กันดีว่า บางครั้งเพียงการควบคุมอาหาร การออกกำลังกาย ก็ไม่อาจช่วยลดไขมันส่วนเกินเจ้าปัญหาบริเวณนี้ไปได้ วิธีที่จะกำจัดไขมันดังกล่าวออกไปก็เห็นจะมีอยู่สองวิธีหลักๆ คือ การดูดไขมันที่เรียกว่า Liposuction และการผ่าตัดลดพุงหรือ Tummy Tuck ซึ่งเป็นทางออกของคนมีปัญหารอบเอวทั้งหลาย แต่หลายคนก็ยังสับสนปนไม่มั่นใจว่า จะเลือกวิธีไหนถึงจะได้ผลและมีความปลอดภัยไร้กังวล เพราะเชื่อว่าทุกคนก็คงไม่อยากเจ็บตัวหากไม่มีความจำเป็น

 

 

ทางเลือกกำจัดไขมันหน้าท้อง

 

ปัญหาไขมันบริเวณหน้าท้องสามารถกำจัดได้ด้วยการดูดไขมันและการผ่าตัด โดยสองวิธีดังกล่าวนี้จัดว่าเป็นการทำศัลยกรรมแบบพื้นฐานที่ใช้กำจัดไขมันหน้าท้อง โดยการผ่าตัดลดพุง (Tummy Tuck หรือ Abdominoplasty) นั้น เป็นการผ่าตัดเพื่อนำเอาไขมันและผิวหนังจำนวนมากออกจากท้องช่วงล่าง และกระชับผิวที่หย่อนยานของหน้าท้องช่วงบนไปพร้อมๆ กัน เป็นการผ่าตัดกระชับสัดส่วนที่เรียกว่า Inner girdle ซึ่งทำให้ช่วงกลางลำตัวของคนไข้ดูแบนราบ มีส่วนเว้าส่วนโค้ง น่ามองมากขึ้นกว่าเดิม ส่วนการดูดไขมันนั้น จะเป็นการกำจัดไขมันที่สะสมด้วยวิธีการผ่าตัดแผลเล็ก แล้วใช้ท่อเข้าไปดูดไขมัน ซึ่งช่วยลดไขมันส่วนเกินในร่างกายในบริเวณที่ไม่สามารถกำจัดออกได้ จากการออกกำลังกายและควบคุมอาหาร เช่น สะโพก ขาอ่อนด้านใน หน้าท้องช่วงล่าง เป็นต้น

 

 

เมื่อไหร่ที่ต้องดูดไขมัน

 

การดูดไขมันลดหน้าท้องเหมาะกับคนที่มีน้ำหนักตัวใกล้เคียงกับรูปร่างปกติ และมีกล้ามเนื้อหน้าท้องที่ดี การดูดไขมันเป็นการกำจัดไขมันส่วนเกินที่อยู่ใต้ผิวหนัง และอยู่เหนือชั้นกล้ามเนื้อหน้าท้อง ช่วยลดปัญหาไขมันส่วนเกินในบางบริเวณ แต่การดูดไขมันไม่ใช่หนทางที่ดีที่สุดในการลดหน้าท้อง เพราะคนที่มีปัญหามีน้ำหนักตัวมากเกินพิกัด หรืออ้วนมากๆ การดูดไขมันในปริมาณมากๆ ออกจากร่างกายมีความเสี่ยงที่อาจเกิดอันตรายขึ้นได้ แต่สามารถใช้แก้ไขจุดต่างๆ บนร่างกายของคนที่มีน้ำหนักเกินปกติได้

 

 

แล้วเมื่อไหร่ที่ต้องผ่าตัด

 

การผ่าตัดเพื่อลดพุงนั้นเป็นการผ่าตัดใหญ่ หลายคนไม่อยากเจ็บตัว ดังนั้น วิธีดังกล่าวนี้โดยส่วนใหญ่แล้วจึงเหมาะสำหรับคนที่มีไขมันในปริมาณมาก และมีปัญหาผิวหนังส่วนเกินหน้าท้องมากจนเกิดอาการหย่อนคล้อย มีอาการท้องลาย หรือกล้ามเนื้อท้องยืดตัวออกอย่างรุนแรง เช่น คุณแม่หลังตั้งครรภ์ หรือคนที่เป็นโรคอ้วน ซึ่งการผ่าตัดเป็นวิธีที่เหมาะสมและช่วยให้ได้หน้าท้องที่แบนราบกว่า ด้วยวิธีการตรึง Inner girdle และขึ้งผิวหนังให้ตึง การผ่าตัดในลักษณะนี้เป็นการผ่าตัดที่ช่วยให้ผิวหนังเรียบ ช่วยลดหน้าท้องลาย และกระชับสัดส่วนมากขึ้น

 

 

ดูดไขมันหรือผ่าตัด เลือกแบบไหนดี

 

อย่างที่กล่าวข้างต้นถึงคนที่มีปัญหาเรื่องหน้าท้อง ว่ามีข้อบ่งชี้อะไรบ้างที่เหมาะสมในการที่จะเลือกวิธีการรักษาระหว่างการผ่าตัดและการดูดไขมัน สิ่งสำคัญในการเลือกวิธีการผ่าตัดนั้น นอกจากแพทย์จะเป็นผู้ประเมินแล้ว คนไข้ควรทราบถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นรวมถึงผลข้างเคียงของแต่ละวิธี โดยการผ่าตัดจะทำให้มีรอยแผลผ่าตัดเป็นวงกว้าง ตั้งแต่สะโพกด้านหนึ่งไปยังอีกด้านหนึ่ง ในบางรายอาจทำให้เกิดแผลขนาดใหญ่บริเวณท้องช่วงล่าง และบริเวณหัวเหน่า แต่แผลผ่าตัดจะอยู่ต่ำกว่าเอว จึงทำให้มองไม่เห็นเมื่อสวมใส่เสื้อผ้าหรือชุดว่ายน้ำ การผ่าหน้าท้องจะต้องมีการย้ายตำแหน่งของสะดือ เพื่อให้รับกับสัดส่วนสรีระที่เปลี่ยนไป ซึ่งอาจทำให้สะดือผิดธรรมชาติได้ในบางราย สำหรับการดูดไขมันแผลผ่าตัดจะมีขนาดเล็ก ผลข้างเคียงที่พบได้บ่อยคืออาการบวม ฟกช้ำ และอาการเหน็บชาชั่วคราว ส่วนอาการติดเชื้อ เลือดออกและแผลพุพองที่ผิวหนังพบได้น้อย ซึ่งการลดความเสี่ยงที่เกิดขึ้น คือ การได้รับการรักษาจากศัลยแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญในการผ่าตัด และการดูดไขมัน การรักษาในสถานพยาบาลที่ได้มาตรฐาน รวมถึงการเตรียมตัวให้พร้อมก่อนการรักษา และการดูแลตัวเองหลังการรักษาของคนไข้

 

 

การพักฟื้นหลังการรักษา

 

การผ่าตัดและการดูดไขมันมีช่วงเวลาในการพักฟื้นที่แตกต่างกัน แต่ทั้งสองวิธีใช้เวลาพักฟื้นเพียงระยะสั้นๆ คนที่ได้รับการดูดไขมัน อาจกลับไปทำงานได้ภายใน 2-3 วัน ส่วนคนที่ได้รับการผ่าตัดอาจต้องใช้เวลา 1 สัปดาห์ จึงจะกลับไปใช้ชีวิตได้ตามปกติ หลังการรักษาคนไข้ควรหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ต้องใช้แรงมากเป็นเวลา 4 สัปดาห์ หลังจาก 1 เดือน คนไข้จะกลับเข้าสู่สภาวะปกติและเห็นผลการรักษาได้ชัดเมากขึ้น

 

 

ข้อต้องรู้ก่อนดูดไขมัน

 

การดูดไขมันเป็นวิธีที่หลายคนให้ความสนใจ แต่อาจยังมีสิ่งที่คุณไม่รู้เกี่ยวกับการดูดไขมัน เพื่อลดส่วนเกินบริเวณหน้าท้องหรือบริเวณอื่นของร่างกาย ต่อไปนี้ คือ 5 ข้อ ที่คุณต้องรู้ก่อนไปดูดไขมัน

 

1.วิธีการผ่าตัดดูดไขมันนั้น โดยมาตรฐานแล้วมีวิธีการที่คล้ายคลึงกัน ไม่ว่าจะใช้เครื่องมือแบบไหน แต่โดยหลักแล้วมีขั้นตอนที่เหมือนๆ กัน แต่อาจถูกหยิบยกข้อแตกต่างที่ไม่ใช่สาระสำคัญขึ้นมา เพื่อจุดประสงค์ในการสร้างจุดขาย ซึ่งความแตกต่างที่แท้จริงแล้ว คือ วิธีการในการจัดการกับเซลล์ไขมันก่อนที่จะดูดออกมาเท่านั้นเอง

 

 

2.ฝีมือศัลยแพทย์มีผลกับการรักษาเป็นสำคัญ หลายคนเลือกที่เครื่องมือในการรักษา แต่ความจริงแล้วหน้าท้องของคุณจะแบนราบสวยงาม มีผลข้างเคียงน้อย ต่างก็ขึ้นอยู่กับเทคนิคของศัลยแพทย์ที่มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในการดูดไขมันเป็นสิ่งสำคัญ เพราะเครื่องมือหรืออุปกรณ์ที่ดี หากผู้ใช้ไม่รู้เทคนิควิธี ก็ไม่สามารถทำให้เกิดประสิทธิผลในการรักษาได้

 

 

3.อย่าหลงไปกับเทคโนโลยีใหม่ๆ ในการดูดไขมัน ซึ่งวิธีใหม่ใช่ว่าจะดีกว่าวิธีดั้งเดิมเสมอไป เพราะศัลยแพทย์ส่วนใหญ่นั้นดูเหมือนว่า จะชอบใช้วิธีการดูดไขมันแบบดั้งเดิม (Tumescent liposuction) ที่ใช้กันมานานหลายปีแล้ว ซึ่งอาจจัดได้ว่าเป็นวิธีและเทคนิคมาตรฐานที่ใช้ในการดูดไขมัน โดยคนไข้อาจจะต้องถามตัวเองก่อนการตัดสินใจเลือกวิธีการรักษาว่า วิธีนั้นๆ ได้ผลกว่าวิธีเดิมๆ ที่มีอยู่หรือไม่ มีความปลอดภัยมากน้อยแค่ไหน ผลการรักษาที่จะได้รับรวมถึงเปรียบเทียบในเรื่องของค่าใช้จ่ายในการรักษา

 

 

4.ปรึกษาแพทย์หลายๆ ท่าน และเลือกพิจารณาหลายๆ วิธีในการรักษา หากปรึกษาแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะการทำ Smart Lipo  แน่นอนว่าคุณจะต้องได้รับการรักษาด้วยวิธีดังกล่าว แต่หากคุณได้ศึกษาและเรียนรู้วิธีการรักษาการดูดไขมันมากกว่าหนึ่งวิธี คุณย่อมจะได้วิธีการรักษาที่มีความเหมาะสมกับคุณอย่างแท้จริง

 

 

5.สอบถามความคิดเห็นของคนไข้รายอื่นๆ รวมถึงเปรียบเทียบความนิยมของวิธีการรักษาต่างๆ หากมีข้อสงสัยควรหาข้อมูลจากคนที่เคยได้รับการรักษามาแล้ว ว่ามีความคิดเห็นต่อวิธีดังกล่าวอย่างไร แพทย์ท่านไหนมีความเชี่ยวชาญ วิธีนั้นๆ มีความเจ็บปวดแค่ไหน ใช้เวลาในการผ่าตัดนานหรือไม่ รวมถึงการดูแลพักฟื้นหลังการรักษา เป็นต้น

 

 

หากมีการศึกษาถึงรายละเอียดข้อเท็จจริงก่อนทำการรักษา ก็จะทำให้มั่นใจได้ว่า คุณได้เลือกวิธีกำจัดไขมันหน้าท้องที่ถูกต้องเหมาะสม โดยประกอบด้วยสติในการตัดสินใจ ไม่ใช้อารมณ์และความรู้สึกมาตัดสิน

(Some images used under license from Shutterstock.com.)



สักคิ้ว 3 มิติ เพ้นท์คิ้ว 3 มิติ