Haijai.com


การศัลยกรรมแบบใช้ไขมันตัวเอง


 
เปิดอ่าน 683

ศัลยกรรมแบบใช้ไขมันตัวเอง

 

 

ศัลยกรรมมความงาม เป็นสิ่งที่ละเอียดอ่อน และน่าสนจากขึ้นทุกวัน เพราะว่าวงการแพทย์มักมีทางเลือกใหม่ๆ ที่ให้ผู้บริโภคได้เปิดใจลองทำสวยกันมากขึ้น อีกทั้งเทคนิคและวิธีการที่ค่อนข้างจะรวดเร็วมากกว่าแต่ก่อน แถมยังเจ็บตัวน้อย เพราะไม่ต้องใช้มีด และถุงน้ำเกลือกันอีกต่อไป แต่ก่อนที่จะเลือกเดินบนเส้นทางศัลยกรรม ก็ต้องทำความเข้าใจ ให้มีความรู้เป็นพื้นฐานไว้ป้องกันตัวเองอยู่ไม่น้อย แน่นอนว่าการศัลยกรรมมีให้เลือกใช้ เลือกทำอย่างละลานตา แต่เมื่อสิ่งใดที่กำลังเป็นของนิยม ก็มักจะมีคนนอกชอบลอกเลียนแบบเสมอ แต่ถ้าเป็นวิธีศัลยกรรมแบบใช้ไขมันเราเองแล้ว คงไม่มีใครสามารถเลียนแบบได้ แต่ก็ยังมิวายต้องเฟ้นหาคุณหมอที่มีประสบการณ์ ความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับเทคนิคนี้อยู่ดีนะ

 

 

โดยผู้ให้มูลเกี่ยวกับการใช้ไขมันเพื่อเพิ่มสัดส่วน หรือใช้ไขมันในการศัลยกรรมนี้ ก็คือ คุณหมอธนวรรฒน์ โชติมา ซึ่งท่านเองได้ระบุถึงส่วนเกิน หรือไขมันที่ใครต่อใครพากันหวาดผวาว่า ไขมันเป็นสิ่งที่ผู้คนส่วนใหญ่มักจะมองว่าน่าเกลียด หรือเป็นสิ่งที่หลายคนไม่อยากมี เพราะอาจจะทำให้ตัวเองดูไม่น่ารัก ไม่น่ามอง แต่ในกรณีที่ร่างกายดูผอม หรือแทบจะไม่มีไขมันเลย ก็คงจะดูไม่น่ารักอีกเหมือนกัน และในทางการศัลยกรรมแล้ว ไขมันที่ว่าไม่น่ารักกลับมีประโยชน์มากกว่าโทษเสียด้วยซ้ำ

 

 

ศัลยกรรมแบบใช้ไขมันตัวเอง คืออะไร

 

การใช้ไขมันของตัวเองในการเสริมเติมแต่งในส่วนที่บกพร่อง หรือเข้าไปเติมเต็มบริเวณผิวหนังส่วนต่างๆ ของร่างกาย จัดเป็นฟิลเลอร์ (Filler) ในรูปแบบหนึ่ง ซึ่งอยู่ในหมวดของสารเติมเต็มที่เป็นธรรมชาติ (Biological Filler) ไขมันที่ใช้ก็จะมาจากอวัยวะที่มีการสะสมตัวของไขมันที่ค่อนข้างเยอะ จนอาจทำให้บุคคลนั้นมีรูปร่างที่ไม่สวยงาม แลดูมีขนาดของอวัยวะในส่วนนั้นที่มากจนเกินไป ในขณะเดียวกันกับคนที่มีรูปร่างผอม ไขมันน้อย ก็ไม่ใช่ความสวยที่สมบูรณ์แบบอีกเช่นกัน เพราะประโยชน์ของไขมัน คือ การให้พลังงาน การใช้พลังงานในร่างกายเรานั้น จะเป็นการดึงพลังงานจากไขมันมาใช้เป็นส่วนใหญ่ ซึ่งแน่นอนว่าในกรณีของคนผอม หรือมีรูปร่างที่บอบบางจนเกินไป ก็อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพ และอาจทำให้เสี่ยงต่อการเกิดโรคต่างๆ ได้ง่ายกว่าปกติ

 

 

ทำไมถึงใช้ ไขมัน

 

ในส่วนของบริเวณผิวหนังที่ขาด หรือดูไม่สวยงามนั้น เราก็สามารถนำไขมันจากร่างกายไปใช้เติมเต็ม เพื่อแก้ปัญหาเหล่านั้นได้ ซึ่งเรียกว่า การเติมเต็มด้วยไขมัน (Fat Transfer หรือ Fat Grafting) โดยถือเป็นประโยชน์จากไขมันในด้านของการศัลยกรรม อีกทั้งยังสามารถใช้เติมเต็มได้ในทุกส่วนของร่างกายเช่นเดียวกับฟิลเลอร์ แต่จะมีความปลอดภัยกว่า เพราะเป็นไขมันที่มาจากร่างกายของตัวคนไข้เอง ไม่ใช่สิ่งแปลกปลอม หรือสารภายนอกที่ไม่มีในร่างกาย

 

 

ดังนั้น ร่างกายจะไม่มีปฏิกิริยาต่อต้าน (Rejection) ซึ่งประโยชน์นอกจากการเข้ามาช่วยเติมเต็มส่วนที่ขาดแล้ว ยังเป็นการช่วยให้ผิวพรรณดูสดใสขึ้นได้อีกด้วย เพราะมีความเชื่อว่ามีสเต็มเซลล์ (Fat Stem Cells) หรือเซลล์ต้นกำเนิดที่แฝงตัวอยู่ในไขมันเป็นจำนวนมาก คือ บริเวณรอบสะดือ หรือหน้าท้อง หน้าขาด้านใน และก้น ตามลำดับ ซึ่งคุณสมบัติของสเต็มเซลล์ คือ สามารถเพิ่มจำนวนและเติบโตได้เอง เพราะเป็นเซลล์ต้นกำเนิด สามารถพัฒนาไปเป็นเซลล์อะไรก็ได้ และสามารถช่วยเสริมสร้างเซลล์ที่ใกล้เคียงที่เสื่อมสภาพไปให้ดีขึ้นได้ ข้อดีอีกอย่างของวิธีการนี้คือ เป็นการเพิ่มและลดขนาดแบบพร้อมกันสองต่อ เนื่องจากเป็นวิธีที่ต้องดูดไขมันจากบริเวณหนึ่งมาใส่อีกบริเวณหนึ่ง ดังนั้น บริเวณที่ถูกดูดออกมาก็จะถือเป็นการช่วยลดขนาด หรือสลายไขมันส่วนเกินออกไปโดยปริยาย

 

 

กระบวนการแยกไขมัน

 

อย่างแรกคือ แพทย์จะเลือกตำแหน่งที่อยู่ของไขมันที่จะนำมาใช้ก่อน โดยจะดูจากปริมาณการสะสมตามบริเวณต่างๆ และอาการบาดเจ็บที่จะเกิดกับคนไข้ร่วมด้วย หลังจากนั้นแพทย์จะใช้เข็ม (Cannula) ขนาดเล็กดูดเอาไขมันดังกล่าวออกมา โดยในขั้นตอนการดูดไขมันนี้ แพทย์ผู้ทำจะต้องจำกัดความรุนแรงของการดูดไขมัน เพราะหากใช้แรงดูดที่รุนแรงเกินไป อาจทำให้เซลล์ไขมันแตก และเซลล์ตายระหว่างการดูดได้ ซึ่งปริมาณของเซลล์ที่ใช้ได้ก็อาจจะน้อยตามลงไปด้วย จึงถือเป็นขั้นตอนที่ค่อนข้างสำคัญ ต้องอาศัยความประณีต ความชำนาญและประสบการณ์จากแพทย์ผู้ทำเป็นอย่างมาก ต่อมาแพทย์จะทำการเตรียมปั่นแยกเซลล์ไขมันที่แตก หรือเซลล์ที่ใช้ไม่ได้ และพังผืดต่างๆ ออกไป จนเหลือเพียงเซลล์ไขมันที่ใช้ได้เท่านั้น ในปัจจุบันจะมีขั้นตอนการเตรียม โดยการแบ่งไขมันออกเป็น 2 ส่วน ซึ่งไขมันส่วนแรกนั้น จะถูกนำมาผ่านกระบวนสำหรับแยกเอาเฉพาะสเต็มเซลล์เพียงอย่างเดียว อีกส่วนหนึ่งก็จะนำไปเตรียมแยกเซลล์ไขมันแบบปกติ และเมื่อนำมาฉีดรวมกันก็จะทำให้ได้จำนวนของสเต็มเซลล์ที่มากขึ้น โดยวิธีการฉีดกลับเข้าตรงจุดที่ต้องการเติมเต็ม จะใช้เข็มขนาดเล็กในการฉีดไขมันกลับเข้าไป ซึ่งการฉีดแต่ละครั้ง หรือการฉีดในแต่ละตำแหน่งก็จะมีเทคนิคแตกต่างกันไปตามความเหมาะสม เพื่อความสวยงามของคนไข้ ทั้งนี้ต้องมีการคาดคะเนถึงจำนวนไขมันที่ใช้ และรูปร่างที่เหมาะสมของคนไข้แต่ละคนร่วมด้วย รวมระยะเวลาทุกขั้นตอนในการรักษาแล้วจะอยู่ที่ประมาณ 1 ชั่วโมง ถึง 1 ชั่วโมงครึ่ง ในส่วนของการดูแลตัวเองหลังผ่าตัด คนไข้ไม่ควรกระทบ หรือสัมผัสบริเวณที่ทำการรักษาอย่างรุนแรง เพราะการฉีดไขมันจะต้องใช้ระยะเวลาเพื่อให้เซลล์มีการฟื้นตัวเข้าที่เสียก่อน โดยหลังผ่านไป 72 ชั่วโมง เซลล์ที่รอดชีวิตจึงจะสามารถเจริญเติบโตต่อไปได้อย่างปกติ ไม่ควรออกกำลังกายที่เกิดการเคลื่อนไหวอย่างรุนแรง เช่น วิ่ง กระโดดเชือก ว่ายน้ำ รวมถึงกิจกรรมต่างๆ ที่อาจส่งผลทั้งทางตรงและทางอ้อมอย่างรุนแรง เป็นระยะเวลา 2 สัปดาห์ นอกจากนี้คนไข้อาจมีอาการบวมช้ำ แดง ซึ่งเป็นสิ่งปกติที่เกิดขึ้นหลังการรักษา

 

 

ข้อจำกัดของการฉีดไขมัน

 

การเติมเต็มด้วยวิธีฉีดไขมันมีข้อจำกัดในเรื่องระยะเวลา แน่นอนว่าต้องเกิดการยุบตัวบริเวณที่ทำการรักษา เพราะเซลล์ที่ย้ายมาย่อมมีอายุขัย และเราไม่สามารถรู้ได้ว่าเซลล์ที่ใช้ได้อยู่นั้นมีอายุ ณ ขณะนั้นเท่าไร ถ้าเซลล์มีอายุอ่อนก็จะสามารถเจริญเติบโต และมีชีวิตอยู่ได้นาน แต่โดยมาตรฐานแล้ว เซลล์เหล่านั้นจะมีอายุได้ประมาณ 5 ปี ซึ่งคนไข้สามารถทำการฉีดเพิ่มเติมแต่งได้ เพราะเซลล์ไม่ได้เกิดการยุบ หรือเสื่อมแบบพร้อมกันทีเดียว แต่จะค่อยๆ เสื่อมลงตามอายุ และการดูแลตัวเองเป็นสำคัญ อีกทั้งช่วงวัยระหว่างทำการรักษา ก็ยังถือเป็นอีกหนึ่งข้อจำกัด เพราะในคนไข้ที่อายุมาก มีความเป็นไปได้ที่เซลล์จะอยู่รอดได้ในปริมาณที่ค่อนข้างน้อย เมื่อเทียบกับคนไข้ที่มีอายุน้อยกว่า ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับการดูแลตัวเองของคนไข้ร่วมด้วย บางกรณีที่มีระยะเวลาอยู่ได้นาน 5-6 ปีก็มี

 

 

ไขมันที่ฉีดจะไหลไปกองรวมกัน

 

หลายคนมักมีความคิดเกี่ยวกับวิธีฉีดไขมันเข้าส่วนต่างๆ ว่า สุดท้ายแล้วไขมันจะรวมตัวกัน ณ จุดใดจุดหนึ่งของบริเวณที่ทำการรักษา และทำให้บริเวณนั้นดูเป็นก้อน เนื่องจากไขมันที่ถูกฉีดเข้าไปได้เกิดการจับตัว หรือเกาะกลุ่มกัน ซึ่งไม่เป็นความจริง อย่างที่ได้กล่าวไว้ในข้างต้นว่า เซลล์ไขมันที่ฉีดเข้าไปนั้น จะต้องใช้ระยะเวลาในการฟื้นตัว เพื่อเจริญเติบโตและมีชีวิตต่อไป แต่หากเซลล์ใดเซลล์หนึ่งไม่สามารถมีชีวิตรอดต่อไปได้ ก็จะตายลตรงนั้นทันที โดยไม่ทำร้ายบริเวณส่วนนั้นแต่อย่างใด เพราะไขมันที่ฉีดเข้าไปเป็นเซลล์ที่มาจากตัวคนไข้เอง ไม่ใช่สารแปลกปลอมอย่างเช่น น้ำมัน หรือสารสกัดที่ไม่มีชีวิต ฉะนั้น การใช้เซลล์ไขมันนี้จะไม่ทำอันตราย หรือก่ออันตรายใดๆ ต่อคนไข้ เพราะเปรียบเสมือนเป็นการปลูกถ่ายอวัยวะอีกรูปแบบหนึ่ง ซึ่งปลอดภัยมาก

 

 

ความนิยมของการ ศัลยกรรมจากไขมันตัวเอง

 

กลุ่มคนที่เข้ารับการรักษามักจะเป็นกลุ่มคนผู้มีอายุ หรือวัยกลางคน เนื่องจากเริ่มมีปัญหาของการยุบตัวบริเวณส่วนต่างๆ ที่ค่อนข้างชัดเจน แต่ก็ยังเป็นวิธีที่มีค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูงอีกเช่นเดียวกัน เพราะด้วยเครื่องมือและขั้นตอนที่ค่อนข้างละเอียด ซึ่งคนไข้ที่ต้องการเสริมในปริมาณ หรือขนาดที่น้อยมักจะหันไปใช้วิธีฉีดฟิลเลอร์ และซิลิโคน เพราะรวดเร็วกว่า โดยกลุ่มคนไข้ที่ใช้วิธีนี้ก็จะเป็นกลุ่มเด็กวัยรุ่น แต่หากคนไข้ที่ต้องการเสริมในปริมาณที่เยอะ การใช้ไขมันเติมเต็มจะปลอดภัยกว่า เช่นกันในส่วนของการใช้วิธีฉีดฟิลเลอร์ ถ้าคนไข้ใช้ปริมาณของสารฟิลเลอร์ที่มาก ก็จะทำให้เกิดอันตราย เพราะสารเหล่านั้นคือสิ่งแปลกปลอม เป็นสารสังเคราะห์ที่มาจากภายนอก เมื่อเข้าสู่ร่างกายจึงไม่มีที่เกาะ และไม่สามารถเจริญเติบโตได้ แน่นอนว่าจะเกิดการไหลและจับตัวเป็นก้อนตรงบริเวณที่ทำการฉีดในที่สุด

 

 

นอกจากนี้การฉีดไขมันเพื่อเติมเต็มนี้ ยังสามารถใช้รักษาโรคในผู้ป่วยได้อีกด้วย เช่น ในผู้ป่วยที่เป็นโปลิโอ ขาไม่เท่ากัน ก็ยังสามารถใช้ไขมันจากร่างกายคนไข้ เข้าไปทดแทนได้ รวมถึงกรณีที่คนไข้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับเนื้อเยื่อ หรือผิวหนังยุบบุ๋มลงไป ก็สามารถใช้วิธีนี้เข้าแก้ปัญหาได้เช่นกัน เราจะเห็นได้ว่าประโยชน์จากไขมันยังมีอยู่มากในด้านของศัลยกรรมความงาม แต่ไขมันที่ดูจะเป็นส่วนเกินจนเกินไป การออกกำลังกายเพื่อกระชับส่วนต่างๆ ของร่างกาย ก็ยังเป็นหนทางที่ดีที่สุดและไม่ต้องเสียตังค์ หากแต่เป็นการเสียเหงื่อ

 

 

นายแพทย์ธนวรรฒน์ โชติมา

ผู้ก่อตั้งทีเอ็นซีคลินิก

(Some images used under license from Shutterstock.com.)



สักคิ้ว 3 มิติ เพ้นท์คิ้ว 3 มิติ