Haijai.com


ใช้ฟิลเลอร์แก้ไขปัญหาใต้ตาด้วยเทคนิค Lifting Multilayer Support


 
เปิดอ่าน 682

ปัญหาใต้ตาจะหมดไป ด้วยฟิลเลอร์เทคนิค Lifting Multi Layer Support

 

 

ปัญหาสำคัญ ปัญหาหนึ่งที่เป็นปัญหาที่พบในทุกๆ คน ทุกเพศและทุกวัย คือ ปัญหาความเสื่อมโทรมและความแก่ชราใต้ตา ที่สำคัญเพราะตาเป็นจุดแรกที่เรามองกันเป็นจุดที่สำคัญ และเห็นชัดที่สุดบนใบหน้า การที่จะดูแก่หรืออ่อนวัย จุดสำคัญมากที่สุดจุดหนึ่ง คือ ตา ดังนั้นถ้าใต้ตาใครผิวเรียบเนียนไม่มีร่องรอย ไม่มีถุงใต้ตา ไม่มีร่อง และไม่มีรอยคล้ำ ก็จะดูแล้วอ่อนเยาว์ แต่ในทางตรงกันข้าม ถ้าใต้ตาดูหมองคล้ำเป็นริ้วรอย เป็นร่อง เบ้าตาโบ๋ลึก และมีถุงใต้ตา ก็จะทำให้เจ้าของตานั้นดูแก่ชราและดูอิดโรย

 

 

สาเหตุและความรุนแรงของความแก่ชราใต้ตาในระยะต่างๆ

 

 ความแก่ชรา เกิดขึ้นได้กับทุกส่วนบนใบหน้า แต่ความแก่ชราที่ใต้ตานั้น สามารถเริ่มเกิดปัญหาได้ตั้งแต่ในวัยเด็ก หรือวัยรุ่น ซึ่งสาเหตุที่สำคัญของปัญหาต่างๆ นี้ เกิดจากกระดูกเบ้าตาที่เสื่อมโทรมลงตามวัย แม้จะอายุน้อยแค่ช่วงวัยรุ่นหรือหนุ่มสาว ก็อาจเริ่มเกิดปัญหาได้

 

 

 ความชราของใต้ตาในระยะแรก ซึ่งสามารถเห็นได้ตั้งแต่วัยก่อน 10-25 ปี ใต้ตาดูแบนและเริ่มมีร่องใต้ตาหรือที่ชาวบ้านเรียกว่า ร่องน้ำตา และอาจเห็นใต้ตาดูคล้ำ ซึ่งปัญหานี้เกิดจากการพร่องหรือทรุดตัวของกระดูกโหนกแก้มส่วนที่อยู่ใต้ตา

 

 

 ความชราของใต้ตาในระยะที่ 2 ระยะนี้มักพบในคนวัย 25-35 ปี อาการของระยะที่ 1 เห็นชัดเจนมากยิ่งขึ้น เริ่มมีริ้วรอยรอบๆ ดวงตาและใต้ตา ขอบของกระดูกเบ้าตาเริ่มเห็นชัดมากยิ่งขึ้น ขอบเบ้าตาดูลึกขึ้น ร่องใต้ตาจึงลึกตั้งแต่หัวตาและลากเห็นเบาตาถึงขอบด้านข้าง และเริ่มเห็นถุงใต้ตาเล็กน้อย ปัญหาเกิดจากกระดูกโหนกแก้มที่ใต้ตาทรุดมากยิ่งขึ้น ร่วมกับกระดูกเบ้าตาจะเริ่มเสื่อมลง ทำให้เบ้าตาลึกไม่มีตัวพยุงผิวรอบๆ ตา ร่วมกับการสูญเสียไขมันที่บุรอบๆ เบ้าตา

 

 

 ความชราของใต้ตาในระยะที่ 3 ระยะนี้มักพบในคนวัย 35-45 ปี อาการทั้งหมดที่ว่ามารุนแรงมากยิ่งขึ้น ร่องใต้ตาและเบ้าตาดูลึกอย่างชัดเจน ถุงใต้ตาป่องออกมากยิ่งขึ้น และริ้วรอยใต้ตาลึก และยาวมากยิ่งขึ้น ปัญหานี้เกิดจากการทรุดตัว และเสื่อมลงกระดูกโหนกใต้ตาและกระดูกเบ้าตา ผิวหนังและชั้นกล้ามเนื้อรอบๆ ตา เริ่มเกิดการเสื่อมลง ทำให้ผิวหย่อนคล้อย จึงป่องออกเป็นถุงมากยิ่งขึ้น

 

 

 ความชราของใต้ตาในระยะที่ 4 ระยะนี้มักพบในคนวัย 45-60 ปี อาการความรุนแรงของปัญหามากยิ่งขึ้น ถุงใต้ตาป่องออกมาอย่างมาก จนแม้กดผิวใต้ถุงใต้ตา ก็ไม่สามารถดันถุงกลับไปได้ ร่องใต้ตาเห็นเป็นร่องชัดเจนและลึกมาก ริ้วรอยรอบตาเห็นได้ชัด แม้จะไม่ได้กำลังยิ้มอยู่ก็ตาม ผิวหนังใต้ตาดูเหลวและขาดความยืดหยุ่น ปัญหานี้เกิดจากกระดูกบริเวณรอบตาทั้งหมดเสื่อมลงอย่างมาก ร่วมกับไขมันที่บุรอบกระดูกเบ้าตาหายไปจนแทบไม่เหลือ ร่วมกับผิวหนังและกล้ามเนื้อรอบๆ ตาหย่อน เพราะคอลลาเจนและอีลาสตินของผิวหนังสูญเสียไปอย่างมาก

 

 

 ความชราของใต้ตาในระยะที่ 5 ระยะนี้พบในคนวัยมากกว่า 60 ปีขึ้นไป เป็นระยะที่ผิวรอบตาเหลวเละ ทั้งผิวหนังที่ถุงใต้ตาและผิวรอบๆ หย่อนและตกลงอย่างมาก แต่กระดูกเบ้าตาดูเป็นร่องของกระดูกชัดมาก ทำให้เบ้าตาดูโหล่ลึก เห็นเป็นผิวใต้ตาไม่เรียบมีร่องหลายๆ ร่อง ปัญหาระยะนี้เกิดจากการเสื่อมอย่างมากของทั้งกระดูกรอบๆ ตา รวมทั้งผิวหนังและกล้ามเนื้อรอบๆ

 

 

เทคนิคในการใช้ฟิลเลอร์แก้ไขปัญหาใต้ตาด้วยวิธี Lifting Multilayer Support

 

เทคนิคนี้เป็นเทคนิคที่คิดค้นขึ้นโดย นพ.รัสมิ์ภูมิ สุเมธีวิทย์ โดยค้นพบว่า การฉีดฟิลเลอร์เพื่อแก้ปัญหาใต้ตามี 6 จุดสำคัญ

 

1.จุดที่กระดูกโหนกแก้มใต้ตา โดยจุดนี้ควรใช้ฟิลเลอร์ที่มีความหนืดสูง และมีประสิทธิภาพในการยกหน้าที่ดี เพื่อช่วยพยุงยึดหรือทดแทนกระดูกส่วนที่ทรุดหายไป ให้ยกกลับขึ้นมา และจะส่งผลพยุงให้ผิวใต้ตากระชับขึ้น ร่องลึกใต้ตาตื้นขึ้น และถุงใต้ตาก็จะโดนดันให้กลับหายไป โดยฉีดชั้นลึก จุดนี้ควรฉีดในทุกๆ คน ที่มีปัญหา ดังนั้น แม้จะเป็นเพียงปัญหาตาระยะเริ่มแรก ในคนวัย 20 ปี ก็ควรฉีดจุดนี้ในทุกๆ คน

 

 

2.เหนือจุดที่ 1 เป็นจุที่ฉีดในชั้นลึกในระดับเดียวจุดที่ 1 แต่ในตำแหน่งที่สูงกว่า คือ อยู่ตำแหน่งที่เป็นท้องช้างของถุงใต้ตา หรือร่องใต้ตา

 

 

3.จุดที่อยู่ข้างสุดของเบ้าตา โดยฉีดที่ระดับลึกเช่นกัน

 

 

4.จุดร่องตาตำแหน่งใกล้ไปทางหัวตา โดยฉีดที่ระดับความลึกในระดับชั้นกล้ามเนื้อตา

 

 

5.จุดระหว่างจุดที่ 2 และจุดที่ 3 โดยฉีดลึกเช่นกัน

 

 

6.จุดระหว่างจุดที่ 2 และจุดที่ 4 โดยจุดนี้แนะนำให้ฉีดที่ชั้นใต้กล้ามเนื้อที่ไม่ลึกมาก

 

 

จุดทั้งหมด คือ ตำแหน่งเฉพาะที่ นพ.รัสมิ์ภูมิ สุเมธีวิทย์ คิดค้นขึ้นเพื่อแก้ปัญหาความแก่ใต้ตาที่ได้ผลดี โดยจุดที่ 1 ควรใช้ฟิลเลอร์ที่มีความหนืดสูง แต่ตั้งแต่จุดที่ 2 ถึงจุดที่ 6 ควรใช้ฟิลเลอร์ที่มีความหนืดน้อย สำหรับผิวของใต้เปลือกตาโดยเฉพาะ จะทำให้สวยกว่า

 

 

เทคนิคใหม่ที่เอามาผสมผสานให้ได้ผลดีขึ้น และอยู่ได้ยาวนานนั่นคือ Subperiosteal Injection with Blunt Cannula

 

และถ้าจะให้ผลดียิ่งขึ้น นพ.รัสมิ์ภูมิ พบเทคนิคใหม่ที่ใช้ตำแหน่ง และการฉีดเหมือนเดิม แต่ความลึกของจุดที่ฉีด ในจุดที่ 1,2,3 และ 5 จะฉีดฟิลเลอร์ โดยฝังเข้าไปใต้เยื่อหุ้มกระดูก โดยการใช้เข็มทู่ (Subperiosteal Injection with Blunt Cannula) ไม่ใช่แค่เพียงวาง หรือสัมผัสอยู่บนกระดูก ซึ่งจะไม่ดีเท่ากับการฝังไปใต้เยื่อหุ้มกระดูก

 

 

ผลที่ได้รับ

 

นอกจากจะทำให้ตาดูอ่อนกว่าวัยและไม่อิดโรยแล้ว ผลที่ได้ คือ ประสิทธิภาพสูงกว่าเดิมในการแก้ปัญหาใต้ตาแก่ และทำให้อยู่ได้นาน ซึ่งอาจนานมากกว่า 1 ปี จนไปถึงหลายๆ ปีได้ นอกจากนี้ ยังปลอดภัย เพราะตำแหน่งที่ฉีดนั้น ไม่มีเส้นเลือดใหญ่ที่จะมีอันตรายต่อเส้นเลือดหรือดวงตาได้เลย จึงส่งผลให้วิธีนี้เป็นวิธีที่ดีที่สุดในการฉีดแก้ปัญหาใต้ดวงตา ทำให้ดูอ่อนเยาว์ และยังสามารถเอาเทคนิคไปใช้กับการฉีดฟิลเลอร์ที่ตำแหน่งอื่นๆ ได้อีกด้วย

 

 

ขอแนะนำสำหรับคนที่มีปัญหาใต้ดวงตา หรือคนที่อาจจะมีปัญหาใต้ดวงตาในอนาคต

 

 

สุดท้ายขอให้ นพ.รัสมิ์ภูมิ ฝากทิ้งท้ายในเรื่องปัญหาความชราใต้ดวงตา

 

“ไม่ว่าปัญหาบนหน้า ที่ตำแหน่งไหนๆ ถ้าเราปล่อยช้า ปัญหาจะยิ่งทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ปัญหาใต้ตาก็เช่นกัน บางคนอาจมีแค่ปัญหาเบ้าตาลึก ร่องใต้ตา หรือเริ่มเป็นถุงใต้ตา การรักษาด้วยการฉีดฟิลเลอร์ชนิดเทคนิค Lifting Multilayer Support and Subperiosteal Injection with Blunt Cannula ไม่เพียงจะแก้ปัญหาที่เป็นที่ได้ผลดีและยาวนานแล้ว ยังส่งผลช่วยป้องกันปัญหาอนาคตที่กำลังจะเกิด เมื่ออายุมากขึ้น ดังนั้น ถ้ารีบมาทำตั้งแต่เนิ่นๆ แม้จะสูงวัยขึ้น แต่ใต้ตาจะยังคงดูดีกว่าคนในวัยเดียวกัน และแม้ว่าปัญหาเป็นมากแล้ว ก็ยังสามารถมารักษาได้ ดีกว่าปล่อยให้ปัญหาจะรุนแรงมากยิ่งๆ ขึ้นทุกๆ วันครับ”

 

 

นพ.รัสมิ์ภูมิ สุเมธีวิทย์

แพทย์เฉพาะทางด้านผิวหนัง

Rassapoom Skin Clinic

(Some images used under license from Shutterstock.com.)