Haijai.com


ฟอกสีขน คืออะไร ฟอกสีขนอย่างไร


 
เปิดอ่าน 6441

ฟอกสีขน สวยคงทน หรือเสี่ยงของจริง

 

 

ไม่ว่าจะผ่านมากี่ยุคกี่สมัย การดูแลผิวเป็นสิ่งที่หลายๆ คนให้ความสนใจเป็นอันดับต้นๆ อยู่เสมอ เนื่องจากสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วย มลพิษ มลภาวะ อีกทั้ง แสงแดด ที่ในตอนนี้เริ่มแรงมากขึ้นทุกวัน จึงทำให้หลายๆ คนหันไปหาวิธีง่ายๆ ในการทำให้ผิวขาวขึ้น เช่น การฟอกสีขนที่เริ่มเป็นที่นิยมมากขึ้นในหมู่วัยรุ่นไทย โดยที่ไม่รู้เลยว่า สารเคมีที่อยู่ในครีมฟอกสีขนนั้น มีคุณสมบัติที่ปลอดภัย เหมาะแก่การนำมาฟอกสีขน หรือสัมผัสกับผิวเราหรือไม่

 

 

เริ่มต้นกับการรู้จักเส้นขนก่อน เส้นขนของคนเรานั้นแบ่งออกได้เป็น 3 ชั้น เริ่มต้นที่ Outer Cuticle คือชั้นนอกสุด ประกอบด้วย เซลล์ที่มีรูปร่างแบนและวางตัวซ้อนกัน มีลักษณะที่หนาประมาณ 5-10 ชั้น ประกอบด้วยเคราติน (Keratin) สิ่งนี้จะช่วยทำให้ผมมีความแข็งแรง และเป็นชั้นที่สามารถปกป้องสิ่งสกปรกที่จะทำลายเส้นขนได้ Hair Cortex เป็นส่วนที่สำคัญที่สุด ประกอบด้วยเซลล์ที่มีลักษณะแบนและยาว และมีหลายชั้น และหนาที่สุด น้ำหนักประมาณ 90% ของเส้นใยขนทั้งหมด นอกจากนี้แล้ว ภายในขนยังมี เม็ดสีเมลานิน ที่ทำให้เห็นสีผมหรือสีขนตามลำตัว เป็นสีตามธรรมชาติของแต่ละคน Hair Medulla คือแกนผม โดยจะมีหน้าที่และความสำคัญน้อยกว่า 2 ส่วนที่กล่าวมา ลักษณะรูปร่างของรูขุมขนจะแตกต่างกันไป ในแต่ละบริเวณของร่างกาย เช่น บริเวณหนังศีรษะ รูขุมขนจะมีรูปร่างยาว และตั้งค่อนข้างตรง เมื่อเปรียบเทียบกับรูขุมขนบริเวณลำตัวที่มีลักษณะค่อนข้างสั้นและอ้วนกว่า

 

 

ฟอกสีขนคืออะไร

 

ฟอกสีขน คือ การปรับเปลี่ยนสีขนตามธรรมชาติ ซึ่งอาจจะเป็นเข้ม หรือ ดำเข้ม ให้เป็นสีที่อ่อนลง ไม่ว่าจะเป็นสีน้ำตาล หรือสีเหลืองทอง หรือว่าใกล้เคียงกับสีผิวมากที่สุด ด้วยการใช้ครีมเปลี่ยนสีขนหลายชนิด เช่น ครีมน้ำนม ครีมฟอกขน เป็นตัวกัดสีขนที่ดำเข้มให้กลายเป็นสีเหลืองทองใกล้กับสีผิว สามารถทำได้ตามสถานบันเสริมสวย สปาหรืออาจซื้อมาทำเองที่บ้านก็ได้ ซึ่งมีคล้ายๆ กับการเปลี่ยนสีผม โดยสารที่ทำให้ขนเปลี่ยนสีมีชื่อว่าสารไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ ซึ่งสารนี้จะมีฤทธิ์กัดกร่อนค่อนข้างสูง ทำให้เกิดการระคายเคืองสูง ซึ่งมีโอกาสทำให้เกิดการแพ้ง่าย สารเหล่านี้พบได้ในน้ำยาโกรกผม น้ำยากัดสีผม หรืออุตสาหกรรมฟอกสีฟัน อุตสาหกรรมฟอกหนัง ซึ่งในทางการแพทย์ มักใช้สารนี้ในการทำความสะอาดแผลบางประเภทด้วย เช่น แผลที่ค่อนข้างลึกหรือปากแผลที่ค่อนข้างแคบ เนื่องจากเป็นสารที่มีฤทธิ์กัดกร่อนค่อนข้างสูง จึงมีความอันตรายและยังทำให้เกิดการแพ้ได้ง่ายอีกด้วย

 

 

วิธีการฟอกสีขน

 

ในปัจจุบันมีครีมฟอกสีขนออกมาจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์ที่เอามาทำในสปา หรือว่าจะทำตามสถาบันเสริมความงามหรือซื้อมาใช้เองที่บ้าน ผลิตภัณฑ์สำหรับนำมาใช้ที่บ้าน โดยส่วนใหญ่จะเป็นลักษณะของครีม หรือเป็นลักษณะของผงที่นำมาผสมกันจนเป็นกึ่งของเหลว แล้วก็นำมาทาตรงบริเวณที่จะฟอกสีขน และก็ส่วนใหญ่ทิ้งไว้ประมาณ 15-20 นาที แล้วค่อยล้างออก จากนั้นสีขนก็จะเปลี่ยนเป็นสีที่อ่อนลง ภายหลังจากการฟอกสีขนประมาณ 1-2 สัปดาห์ ขนสีเดิมตามธรรมชาติจะเริ่มยาวขึ้นมาใหม่ ซึ่งสามารถเห็นความแตกต่างได้อย่างชัดเจน

 

 

ผิวแบบไหนเหมาะสมที่จะทำการฟอกสีขน

 

ผิวที่ทำการฟอกสีขนแล้วมีโอกาสแพ้ได้น้อยที่สุด ก็คือคนที่มีผิวชุ่มชื้นผิวไม่แห้ง และผิวหนังไม่เคยผ่านการระคายเคืองสารเคมีมาก่อน จึงทำแล้วไม่ค่อยมีปัญหาในเรื่องของการแพ้เท่าไรนัก แต่ด้วยความที่บ้านเราเป็นเมืองร้อน คนส่วนใหญ่จึงมีผิวที่ลักษณะค่อนข้างแห้ง เนื่องจากว่าคนไทยส่วนใหญ่ไม่ค่อยนิยมการทามอยส์เจอร์ไรซ์เซอร์ จึงทำให้น้ำใต้ผิวเราลดน้อยลง คนผิวแห้งจึงไม่ค่อยเหมาะกับการฟอกสีขนเท่าไรนัก และอีกประเภทที่ไม่แนะนำให้ทำการฟอกสีขนคือ ผิวที่มีการอักเสบอยู่เดิม ผิวที่มีผื่นคัน หรือผิวที่มีแผลอยู่แล้ว เช่น รอยข่วน การโกน หรือการถอน เป็นต้น เพราะนอกจากการระคายเคืองแล้ว อาจมีผลข้างเคียงอย่างอื่นตามมาได้

 

 

ผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นหลังจากการฟอกสีขน

 

ผลข้างเคียงสำหรับคนที่ใช้น้ำยาฟอกสีขน ที่มีสารฤทธิ์กัดกร่อนสูงจะทำให้เกิดการระคายเคือง ตัวของสารไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ จะมีปฏิกิริยาทำให้เกิดอาการแดง อาการคัน อาการแสบ ถ้าหากมีการใช้ต่อเนื่องกันนานๆ และให้สารไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์สัมผัสกับผิวเป็นระยะเวลานานๆ ก็จะทำให้ผิวค่อนข้างบางลงเรื่อยๆ และเม็ดสีที่อยู่ใต้ผิวหนัง หรือที่เรียกกันว่าเม็ดสีเมลานิน ซึ่งเป็นเกราะป้องกันผิวตามธรรมชาติ ก็จะถูกฟอกออกไปด้วย และเมื่อทำบ่อยๆ หรือทำไปในระยะเวลาหนึ่ง ก็จะทำให้ผิวหนังเกิดความแห้ง อีกทั้งยังทำให้ผิวหนังทนต่อแดดน้อยลง เพราะฉะนั้นเมื่อเราเจอแดดก็จะทำให้ผิวไวต่อแดดเพิ่มมากขึ้น ยิ่งโดนแดดก็จะยิ่งคล้ำได้ง่ายกว่าเดิม เนื่องจากผิวหนังของเราจะไม่มีเกราะป้องกัน จึงทำให้ผิวหนังของเราถูกทำลายได้ง่าย และหากมีการโดนแดดบ่อยๆ ก็อาจจะทำให้ผิวหนังตรงบริเวณนั้นเสื่อมสภาพไปกลายเป็นเนื้องอก หรือเป็นมะเร็งขึ้นได้

 

 

จริงๆ แล้ว การฟอกสีขนพวกนี้อยู่ได้แค่เพียง 2 สัปดาห์เท่านั้น ดังนั้น ถ้าคนที่ทำสีขนให้เป็นสีอ่อนก็จะเกิดอาการกลัวขนสีดำ จึงต้องทำสีขนอยู่ตลอดทุก 2 สัปดาห์ หรือบางคนเมื่อฟอกสีขนแล้ว จะเห็นถึงสีผิวที่ขาวและดูผ่องขึ้น ที่ขาวขึ้นไม่ใช่เป็นเพราะขนที่สีอ่อนลง แต่เป็นเพราะสารเคมีมาฟอกสีผิวของเราไป เพราะสารหรือน้ำยานั้นจะเป็นตัวเดียวกับการฟอกหนัง ฟอกสีฟัน เนื่องจากสารเคมีที่อยู่ในครีมฟอกสีขนนั้น สัมผัสกับผิวเราโดยตรง และเม็ดสีของเราก็จะถูกฟอกไปด้วย

 

 

ลักษณะอาการที่ต้องพบแพทย์

 

เริ่มสังเกตอาการหลังจากที่ฟอกน้ำยาลงไปที่บริเวณแขน ภายใน 1-2 วัน (24-48 ชั่วโมง) ถ้าหากเกิดอาการแพ้ ผิวจะเริ่มอักเสบ เป็นผื่นแดง คัน ซึ่งหากมีอาการดังกล่าวควรรีบมาพบแพทย์ หากบางคนยังมีการใช้ซ้ำต่อในครั้งต่อไป อาการแพ้อาจเป็นรุนแรงมากขึ้น และหากเป็นอาการแพ้ที่รุนแรง อาจมีอาการพองเป็นตุ่มน้ำใส หรือบางครั้งอาจเกิดเป็นผิวหนังหลุดลอก ซึ่งอาจลอกไม่สม่ำเสมอกัน กลายเป็นเกิดการสีผิวที่ไม่สม่ำเสมอขึ้น

 

 

การรักษาจากการฟอกสีขน

 

โดยส่วนใหญ่การรักษาขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการแพ้ หรือการระคายเคือง ซึ่งมีทั้งการรักษาด้วยยาชนิดทาภายนอก ไปจนถึงการรักษาโดยยาชนิดรับประทาน ซึ่งใช้ในกลุ่มของยาแก้แพ้ แก้คัน และหากเป็นอาการแพ้รุนแรง อาจจำเป็นต้องให้ยารับประทานในกลุ่มของสเตียรอยด์ร่วมด้วยในระยะสั้น หากมีอาการแพ้ที่รุนแรงเกิดมีตุ่มน้ำใสหรือผิวหนังหลุดลอก เมื่อเวลาหายจะเป็นรอยดำ หรือรอยขาว ซึ่งจะมีลักษณะเป็นแผลเป็น โดยการรักษาแผลเป็นจะใช้เวลาในการรักษาที่ค่อนข้างนาน จึงควรพบและปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทุกครั้งก่อนการรักษา ส่วนการมองเห็นผิวหนังแลดูขาวขึ้นนั้น เป็นผลชั่วคราวจากการที่โดนสารเคมีมาสัมผัสกับผิวหนังโดยตรง ทำให้เกิดผิวหนังซีดขาว ถ้าหากหยุดใช้ผิวหนังของเราก็อาจจะค่อยๆ กลับมาเป็นสีผิวตามธรรมชาติเหมือนเดิม

 

 

อันตรายจากการฟอกสีขน

 

ครีมฟอกสีขนในท้องตลาดปัจจุบัน หากไม่ผ่านการรับรองมาตรฐาน อ.ย. จะเป็นอันตรายอย่างยิ่ง แม้ว่าผลิตภัณฑ์ฟอกสีขนที่ไม่ผ่านการรับรองมาตรฐานนั้น อาจจะได้ผลเร็ว เนื่องจากอาจมีสารอันตรายหรือสารต้องห้ามอยู่ ซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อผิวหนังของเราได้ ถ้าหากฟอกสีขนในอายุที่ต่ำกว่า 15 ปี ก็จะมีอันตรายเพิ่มขึ้นไปอีก เนื่องจากผิวที่ค่อนข้างเปราะบางมากขึ้น อาจจะทำให้เป็นอันตรายต่อผิวมากกว่าคนที่อายุมากขึ้น และเมื่ออายุ 30 ปีขึ้นไป ก็ไม่ควรที่จะทำ เพราะไขมันใต้ผิวเริ่มที่จะลดน้อยลง ก็จะทำให้อาการแพ้เพิ่มมากขึ้นอีกด้วย

 

 

ถ้าหากคิดที่จะทำการฟอกสีขน ก็ควรที่จะตัดสินใจให้ดีก่อน ผลิตภัณฑ์ที่เลือกใช้ก็ควรจะเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้มาตรฐาน เพื่อลดอัตราการเสี่ยงของผิวที่จะเกิดอันตราย หรือถ้าหากไม่แน่ใจ แนะนำให้ปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนทุกครั้ง เพื่อลดการเกิดอันตรายของผิวหนังในระยะยาวได้ ซึ่งครีมฟอกสีขนส่วนใหญ่ในท้องตลาดจะมีปริมาณของสารไฮโดรเจนเปอร์ออกไซต์เป็นส่วนผสมหลักอยู่แล้ว และที่ผ่าน อ.ย.ในปัจจุบัน จะมีความเข้มข้นโดยมาตรฐานจะอยู่ที่ 3% เท่านั้น

 

 

ถ้าหากความเข้มข้นสูงๆ อาจจะทำให้มีความเสี่ยงอันตรายสูง และถ้าหากรู้เท่าไม่ถึงการณ์นำนำยาโกรกผมมาโกรกสีขน ก็จะค่อนข้างอันตรายเป็นอย่างมาก เนื่องจากสารในการเปลี่ยนสีผม จะเป็นสารที่มีไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ค่อนข้างสูง เพราะฉะนั้นก็จะยิ่งมีความระคายเคืองและมีความกัดกร่อนสูง แต่เนื่องจากบริเวณหนังศีรษะเป็นบริเวณที่ค่อนข้างหนากว่าผิวหนังบริเวณอื่น และระยะเวลาในการทำก็ไม่ได้ทำบ่อยเท่ากับการฟอกสีขนตามแขน ตามตัว หรือตามใบหน้า ผลข้างเคียงของการย้อมสีผม ก็อาจจะน้อยกว่าการฟอกสีขนตามแขนตามตัว ถ้าหากยังคงอยากทำการฟอกสีขนอยู่ แต่กลัวอันตราย ควรที่จะปรึกษากับทางแพทย์ผิวหนังผู้เชี่ยวชาญก่อนทุกครั้ง

 

 

พญ.ปิยอร หัสดินทร ณ อยุธยา

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนัง

ประจำกองแพทย์หลวงสำนักพระราชวัง

(Some images used under license from Shutterstock.com.)



สักคิ้ว 3 มิติ เพ้นท์คิ้ว 3 มิติ